หน้าร้อนปี 2559 ปีนี้ร้อนมากกว่าปีอื่นๆ อุณหภูมิใน กทม ขึ้นไปถึง 40 องศาในตอนบ่าย หลายๆคนรวมทั้งผมด้วยต้องเปิดแอร์เพื่อบรรเทาความร้อน ยิ่งอากาศร้อนมาก แอร์จะทำงานหนัก และกินไฟมากขึ้น ค่าไฟก็แพงขึ้น เราจะมาดูวิธีการเปิดแอร์บรรเทาความร้อน และประหยัดไฟ
1. ล้างแอร์ให้สะอาด การทำความสะอาดคอล์ยเย็นในบ้านทำให้แอร์พ่นลมเย็นออกมาได้สะดวก ห้องเย็นเร็ว
2.หมั่นทำความสะอาดคอล์ยร้อนนอกบ้าน คุณทำความสะอาดเองได้ง่ายๆโดยการใช้สายยางฉีดน้ำเฉียงๆจากด้านบน ลงไปด้านล่างของแผงคอล์ยร้อน ทั้งนี้เพื่อให้น้ำไล่ขี้ที่ติดอยู่ออก จะทำให้ระบายความร้อนได้สะดวก แอร์จะเย็นเร็ว ทำงานหนักน้อยลง และกินไฟน้อย ห้ามฉีดน้ำเข้าไปในแผงระบายความร้อนแบบตรงๆ เพราะจะเป็นการดันฝุ่นให้เข้าลึกเข้าไปในแผงระบายความร้อน ถ้าน้ไไม่แรงพอจะทำให้ฝุ่นสะสมจนอุดตันในที่สุด
3.ถ้าคอย์ลร้อนต้องตากแดดตลอดเวลา จะให้ความร้อนสูง ระบายความร้อนออกยาก แอร์จะกินไฟ หาทางสร้างที่กำบังแดดหรือหลังคาคลุมคอล์ยร้อน จะทำให้กินไฟน้อยลง แอร์เย็นเร็ว
4.เวลาจ้างช่างมาล้างแอร์ ถ้าแอร์ยังเย็นดี ไม่ควรให้เปิดจุกเพื่อวัดแรงดันน้ำยาแอร์ ทุกครั้งที่ช่างต่อเกจ์วัดน้ำยา จะมีน้ำยาแอร์รั่วไหลออกมาเสมอ ถ้าช่างต่อไม่ดี น้ำยาจะซึกออกมาเยอะ ทำให้แอร์เย็นน้อยลงหรือน้ำยาขาด ทางที่ดีสั่งช่างแอร์เลยว่าล้างแอร์อย่างเดียวห้ามวัดน้ำยา และไม่ต้องเติมน้ำยาให้ด้วย น้ำยาแอร์ที่มาจากโรงานจะมีคุณภาพดีมีสิ่งเจอปนน้อยกว่าน้ำยาแอร์ที่ช่างแอร์ทั่วๆไปใช้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรเติมน้ำยาแอร์ของช่างทั่วๆไปที่เราไม่รู้ว่าเขาใช้น้ำยาคุณภาพดีแค่ไหน น้ำยาแอร์ R22 ถูกๆกิโลกรัมละ 90 บาท น้ำยาดีๆกิโลกรัมละเกือบ 200 บาท ส่วนใหญ่ช่างมักเอาน้ำยาแอร์ถูกๆมาใช้ แอร์ขนาด 12,000 btu ถ้าปล่อยน้ำยาออกหมดแล้วเติมใหม่ จะใช้น้ำยาประมาณ 1.2 กิโลกรัมเท่านั้น ถ้าน้ำยาขาดสัก 10 ปอนด์ หรือ 20 ปอนด์ ก็เติมน้ำยาแค่ 2-3 ขีด ค่าเติมน้ำยาเพิ่มควรจะไม่เกิน 200 บาทเท่านั้น ไม่ใช่คิดกันเป็นปอนด์ ปอนด์ละ 60-70 บาท อันนี้มันปล้นกันแล้ว ระบบน้ำยาในแอร์เป็นระบบปิด ไม่มีทางรั่วไหลไปไหน คือไม่ต้องเติมน้ำยา นอกจากแอร์จะเก่ามากๆ 15-20 ปีที่ท่อน้ำยาหรือข้อต่อท่ออาจจะรั่ว ผุกร่อน ทำให้น้ำยาซึมออกได้
5. บังแดดให้ห้องที่จะเปิดแอร์ ถ้าทำได้ การบังแแดไม่ให้โดนห้องจะลดควาามร้อนที่เข้าสู่ห้องได้มาก ช่วยให้แอร์ทำงานน้อยลง วิธีบังแดดมีตั้งแต่ปลูกไม้ให้ร่มเงา กางผ้าใบกันแดด กางสแลมกันแดด
6.ถ้ากันแดดจากด้านนอกไม่ได้ ก็หาทางติดผ้าม่านด้านในห้องเพื่อลดปริมาณแดดหรือความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวห้อง
7.ตั้งอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสม รัฐบาลเคยบอกว่าให้ตั้งแอร์ไว้ที่ 25 องศาจะประหยัดไฟมาก ซึ่งยังไม่ถูกนัก เราควรตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงที่สุดเท่าที่เราจะยังรู้สึกสบายตัว ถ้าตั้งที่ 27 องศาก็ประหยัดมากกว่า 25 องศา ตั้ง 29 องศาก็ยิ่งประหยัดมากขึ้นไปอีกแต่จะไม่เย็นสบายตัวนัก เรามีวิธีแก้โดยการเปิดพัดลมให้พ่นลมไปให้ทั่วห้อง หรือพ่นลมใส่ตัวโดยตรงก็ทำให้เย็นได้แม้จะเปิดแอร์ที่ 29 องศา
อีกเรื่องที่เราต้องดูคืออุณหภูมิภายนอกห้อง ถ้าข้างนอกร้อนมาก 42 องศา แต่เราตั้งแอร์ที่26 องศา จะเห็นว่าอุณหภูมิต่างกันถึง 16 องศา ซึ่งต่างกันมาก แอร์จะทำงานหนักมาก เดินไม่ยอมตัด ทำให้กินไฟแพงมาก เราควรตั้งอุณหภูมิในห้องไม่ให้ต่างจากนอกห้องมากจนเกินไป เช่นถ้านอกห้องร้อน 42 องศา ในห้องเราอาจตั้งสัก 29 หรือ 30 องศาก็จะเย็นแล้ว จะช่วยบรรเทาภาระแอร์ และลดค่าไฟลงไปมาก
8. ลดความชื้นในห้องแอร์ให้มากที่สุด ความชื้นในอากาศจะทำให้แอร์กินไฟมากขึ้นในการทำงานความเย็น เพราะต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการดึงน้ำออกจากอากาศ ถ้ายังมีน้ำอยู่ในอากาศจำนวนมากหรืออากาศชื้น แอร์จะกินไฟมากขึ้น สังเกตุได้จากน้ำทิ้งจากท่อน้ำทิ้งของแอร์ที่ตอนเปิดแอร์ใหม่ๆจะมีน้ำออกมามาก นั่นคือน้ำจากอากาศในห้อง หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าชุบน้ำถูพื้นในห้องแอร์ เพราะน้ำที่อยู่บนพื้นจะระเหยไปในอากาศในห้อง แอร์จะต้องดูดความชื้นออกให้เปลืองไฟอีก
9.กำจัดแหล่งความร้อนออกจากห้องแอร์ เช่น ไม่ควรหุงข้าว หรือใช้กาต้มน้ำไฟฟ้าในห้องแอร์ เพราะอุปกรณ์เหล่านั้นจะเพิ่มความร้อนในห้อง ทำให้แอร์ทำงานหนัก
10.อย่าเปิด ปิด ประตูห้องบ่อยๆ เพราะจะทำให้อากาศร้อนเข้ามาให้ห้อง และอากาศเย็นหลุดออกไป แอร์ทำงานหนักขึ้นอีก
11.ไม่ควรติดพัดลมดูดดอากาศออกจากห้องแอร์ ถ้าคุณไม่ได้สูบบุหรี่ในห้องแอร์ และมีคนอยู่ในห้อง 4-5 คน ไม่จำเป็นต้องติดพัดลมดูดอากาศ เพราะอากาศเย็นจะถูกดูดทิ้งไปจำนวนมาก และอากาศร้อนจะเข้ามาแทนที่ ทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น ปกติเวลาที่เราเข้าออกห้องก็ทำให้มีอากาศถ่ายเทอยู่แล้ว
12. ความร้อนเข้ามาทางกระจกได้จำนวนมาก ถ้าสร้างบ้านใหม่ให้พิจารณาใช้กระจกชนิดตัดความร้อน ซึ่งมีราคาสูงกว่าแบบธรรมาพอสมควร แต่ช่วยให้บ้านคุณเย็นไปอีกนับสิบปี เป็นการลงทุนในระยะยาวสำหรับบ้านประหยัดพลังงาน
13. ถ้าต้องซื้อแอร์ใหม่ ให้ใช้แอร์ inverter ที่จะประหยัดไฟกว่า ให้ความเย็นสม่ำเสมอกว่า แต่ลมแอร์อาจจะไม่เย็นฉ่ำแบบแอร์ธรรมดา ผมเองใช้แอร์ inverter เท่านั้น ทั้งประหยัดไฟและสบายตัวกว่า
ใครทำได้ครบ 12 ข้อนี้ คุณจะประหยัดค่าไฟไปได้เยอะเลย
ท่านใดอยากพูดคุยเพิ่มเติม ก็ส่งเมลล์มาที่ yutc68@yahoo.com ได้ครับ
Tuesday, April 12, 2016
Monday, July 21, 2014
DIY ซ่อมบำรุงแอร์ ไดกิ้น inverter ง่ายๆ ทำได้เอง
ถ้าคุณใช้แอร์ daikin inverter ทำตามนี้เพื่ออายุแอร์ที่ยาวนาน
http://pantip.com/topic/32254030
http://pantip.com/topic/32254030
มาดูการทำงานของแอร์ inverter กัน เย็นฉ่ำหรือไม่ พิสูจน์ให้ได้ชัดๆ
มีคนถามแอร์ inverter ประจำ เลยลองวัดให้ดู อ่านตามนี้เลยครับ
http://pantip.com/topic/32289451
http://pantip.com/topic/32289451
Saturday, April 19, 2014
กลโกงของสารทำความเย็น R400 Series
ไปเจอบทความที่น่าสนใจจาก http://www.blueplanet.co.th/workshop-883.html
เลยขอคัดลอกมาเก็บไว้ เครดิตให้กับ web ข้างบนครับ
วันนี้สารทำความเย็นกลุ่มที่เสี่ยงที่จะเป็นสารทำความเย็น Fake รุ่นต่อไป มันยังคงหลักการเดิม ๆ เหมือนการนำเอา R12 ไปใช้แทน R134a ตามร้านซ่อมแอร์รถยนต์ที่พบเห็นกันดาษดื่น วันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสารทำความเย็น R407c, R404a , R410a, R507 และกลุ่มสาร R400 และ R500 Series อื่น ๆ มีความนิยมเพิ่มขึ้นตามลำดับ เรียกว่าตอนนี้ใช้กันทั่วทุกระแหง R404a และ R507 เข้าแทนที่ R502 อย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง R408a หรือ R402a เพราะไม่อยากเวียนหัวต้องซื้อน้ำยาเบอร์แปลก ๆ R407c และ R417a เข้ายึดครองส่วนแบ่งบางส่วนของ R22 ไว้ได้เป็นที่เรียบร้อย ตามโรงงานต่าง ๆ ที่เข้า ISO 14000 ต้องใช้แน่ ๆ R410a ก็ครองส่วนแบ่งอีกหนึ่งตลาดสำหรับเครื่องปรับอากาศใหม่ซึ่งระบุเลยว่าคือ R410a systems ซึ่งไม่มีอะไรเข้าไปแทนมันได้ในขณะนี้นอกจากตัวมันเอง เมื่อผลกำไรงาม ราคาจำหน่ายสูง ก็ย่อมมีผู้คิดค้นวิธีหรือช่องทางหาเงินจากพวกเราแบบง่าย ๆ เลย อันนี้พูดไว้ก่อนเพราะมันเกิดขึ้นแน่ ๆ เพราะถ้าท่านเผลอ ท่านจะได้พบกับ R22 ใน body ของ R407c, R404a, R507 เหล่านี้เป็นต้น เขาทำอย่างไรน่ะหรือ เขาก็บรรจุ R22 เข้าไปแทนในถังน้ำยาตัวนั้น ๆ เลยเช่น หน้าร้านท่อสีน้ำตาล brown sugar นั่นล่ะ R407c แต่ด้วยความที่พ่อค้าต้องการกำไรมาก (ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพ่อค้าส่งหรือพ่อค้าปลีก) และเห็นว่าระบบเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นรุ่นใหม่นั้น สารหล่อลื่นอย่าง POE เข้ากันได้ดีเหลือเกินทั้ง HFCs และ HCFCs อย่ากระนั้นเลย เติม R22 ลงไปในถังน้ำยาที่คุณต้องการให้เป็น อยากให้เป็นเช่นอยากให้เป็น R407c ใช่ไหมก็กระป๋องสเปรย์พ่นสีน้ำตาลกาแฟ อยากให้เป็น R404a ใช่ไหมก็สีส้มนั่นล่ะครับ อยากให้เป็น R507 ก็สีเขียวน้ำทะเล อยากให้เป็น R410a ก็สีชมพู เป็นต้น (อันหลังนี้หลอกยากหน่อยครับ) ราคาไม่ต้องพูดถึงสาร HFC ในระบบเครื่องปรับอากาศและเครืองทำความเย็น ตอนนี้แพงกว่า HCFC ถึง 400% ลดราคาตัดหน้าคู่แข่งไป 100-200% ยังกำไรเป็น 100% วิธีการตรวจสอบจะทำอย่างไร? วัด PRESSURE ครับ สารทำความเย็นแต่ละชนิดมี Vapor Pressure ที่ต่างกัน ตามไปดูกันครับ R22 ที่อุณหภูมิ 20C (68F) Vapor Pressure = 117.4 psig ที่อุณหภูมิ 30C (86F) Vapor Pressure = 143.6 psig ที่อุณหภูมิ 40C (104F) Vapor Pressure = 207.4 psig R407c ที่อุณหภูมิ 20C (68F) Vapor Pressure = 133.8 psig (bubble) ที่อุณหภูมิ 30C (86F) Vapor Pressure = 179.8 psig (bubble) ที่อุณหภูมิ 40C (104F) Vapor Pressure = 235.6 psig (bubble) R404a ที่อุณหภูมิ 20C (68F) Vapor Pressure = 144.7 psig (bubble) ที่อุณหภูมิ 30C (86F) Vapor Pressure = 192.7 psig (bubble) ที่อุณหภูมิ 40C (104F) Vapor Pressure = 250.8 psig (bubble) จะเห็นได้ว่าน้ำยาทั้ง 3 ชนิดมี จุดเดือดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นค่าของ Vapor Pressure ก็ย่อมต่างกันไปด้วยเช่นเดียวกัน คุณวัดแรงดันไอครั้งต่อไป เมื่อซื้อสินค้าคุณก็แน่ใจได้ว่ามันคือคนละตัวกัน ส่วนสารทำความเย็นที่เป็นชนิดเดียวกันแต่มีอุณหภูมิสูงกว่า 10 - 20 psig ก็คือสารทำความเย็นที่มีความชื้นปนเปื้อนนั่นเอง การวัดแรงดันไอ Vapor Pressure Test จึงเป็นอะไรที่สำคัญมาก ๆ มันเช็คน้ำยาแอร์ปลอมได้ มันทำให้คุณล่วงรู้ถึง Composition Shift ได้ (ความเบี่ยงเบนของส่วนประกอบอันเนื่องมาจากการระเหยของสารประกอบที่ไม่เท่า กัน) มันทำให้คุณคำนวณหาและล่วงรู้ได้ถึงส่วนประกอบของตัวมันเองว่ามันใช้สารทำ ความเย็นซึ่งประกอบขึ้นด้วยสารต ั้งต้นที่ถูกต้องได้อีกด้วย คุณเชื่อหรือไม่
เลยขอคัดลอกมาเก็บไว้ เครดิตให้กับ web ข้างบนครับ
วันนี้สารทำความเย็นกลุ่มที่เสี่ยงที่จะเป็นสารทำความเย็น Fake รุ่นต่อไป มันยังคงหลักการเดิม ๆ เหมือนการนำเอา R12 ไปใช้แทน R134a ตามร้านซ่อมแอร์รถยนต์ที่พบเห็นกันดาษดื่น วันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสารทำความเย็น R407c, R404a , R410a, R507 และกลุ่มสาร R400 และ R500 Series อื่น ๆ มีความนิยมเพิ่มขึ้นตามลำดับ เรียกว่าตอนนี้ใช้กันทั่วทุกระแหง R404a และ R507 เข้าแทนที่ R502 อย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง R408a หรือ R402a เพราะไม่อยากเวียนหัวต้องซื้อน้ำยาเบอร์แปลก ๆ R407c และ R417a เข้ายึดครองส่วนแบ่งบางส่วนของ R22 ไว้ได้เป็นที่เรียบร้อย ตามโรงงานต่าง ๆ ที่เข้า ISO 14000 ต้องใช้แน่ ๆ R410a ก็ครองส่วนแบ่งอีกหนึ่งตลาดสำหรับเครื่องปรับอากาศใหม่ซึ่งระบุเลยว่าคือ R410a systems ซึ่งไม่มีอะไรเข้าไปแทนมันได้ในขณะนี้นอกจากตัวมันเอง เมื่อผลกำไรงาม ราคาจำหน่ายสูง ก็ย่อมมีผู้คิดค้นวิธีหรือช่องทางหาเงินจากพวกเราแบบง่าย ๆ เลย อันนี้พูดไว้ก่อนเพราะมันเกิดขึ้นแน่ ๆ เพราะถ้าท่านเผลอ ท่านจะได้พบกับ R22 ใน body ของ R407c, R404a, R507 เหล่านี้เป็นต้น เขาทำอย่างไรน่ะหรือ เขาก็บรรจุ R22 เข้าไปแทนในถังน้ำยาตัวนั้น ๆ เลยเช่น หน้าร้านท่อสีน้ำตาล brown sugar นั่นล่ะ R407c แต่ด้วยความที่พ่อค้าต้องการกำไรมาก (ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพ่อค้าส่งหรือพ่อค้าปลีก) และเห็นว่าระบบเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นรุ่นใหม่นั้น สารหล่อลื่นอย่าง POE เข้ากันได้ดีเหลือเกินทั้ง HFCs และ HCFCs อย่ากระนั้นเลย เติม R22 ลงไปในถังน้ำยาที่คุณต้องการให้เป็น อยากให้เป็นเช่นอยากให้เป็น R407c ใช่ไหมก็กระป๋องสเปรย์พ่นสีน้ำตาลกาแฟ อยากให้เป็น R404a ใช่ไหมก็สีส้มนั่นล่ะครับ อยากให้เป็น R507 ก็สีเขียวน้ำทะเล อยากให้เป็น R410a ก็สีชมพู เป็นต้น (อันหลังนี้หลอกยากหน่อยครับ) ราคาไม่ต้องพูดถึงสาร HFC ในระบบเครื่องปรับอากาศและเครืองทำความเย็น ตอนนี้แพงกว่า HCFC ถึง 400% ลดราคาตัดหน้าคู่แข่งไป 100-200% ยังกำไรเป็น 100% วิธีการตรวจสอบจะทำอย่างไร? วัด PRESSURE ครับ สารทำความเย็นแต่ละชนิดมี Vapor Pressure ที่ต่างกัน ตามไปดูกันครับ R22 ที่อุณหภูมิ 20C (68F) Vapor Pressure = 117.4 psig ที่อุณหภูมิ 30C (86F) Vapor Pressure = 143.6 psig ที่อุณหภูมิ 40C (104F) Vapor Pressure = 207.4 psig R407c ที่อุณหภูมิ 20C (68F) Vapor Pressure = 133.8 psig (bubble) ที่อุณหภูมิ 30C (86F) Vapor Pressure = 179.8 psig (bubble) ที่อุณหภูมิ 40C (104F) Vapor Pressure = 235.6 psig (bubble) R404a ที่อุณหภูมิ 20C (68F) Vapor Pressure = 144.7 psig (bubble) ที่อุณหภูมิ 30C (86F) Vapor Pressure = 192.7 psig (bubble) ที่อุณหภูมิ 40C (104F) Vapor Pressure = 250.8 psig (bubble) จะเห็นได้ว่าน้ำยาทั้ง 3 ชนิดมี จุดเดือดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นค่าของ Vapor Pressure ก็ย่อมต่างกันไปด้วยเช่นเดียวกัน คุณวัดแรงดันไอครั้งต่อไป เมื่อซื้อสินค้าคุณก็แน่ใจได้ว่ามันคือคนละตัวกัน ส่วนสารทำความเย็นที่เป็นชนิดเดียวกันแต่มีอุณหภูมิสูงกว่า 10 - 20 psig ก็คือสารทำความเย็นที่มีความชื้นปนเปื้อนนั่นเอง การวัดแรงดันไอ Vapor Pressure Test จึงเป็นอะไรที่สำคัญมาก ๆ มันเช็คน้ำยาแอร์ปลอมได้ มันทำให้คุณล่วงรู้ถึง Composition Shift ได้ (ความเบี่ยงเบนของส่วนประกอบอันเนื่องมาจากการระเหยของสารประกอบที่ไม่เท่า กัน) มันทำให้คุณคำนวณหาและล่วงรู้ได้ถึงส่วนประกอบของตัวมันเองว่ามันใช้สารทำ ความเย็นซึ่งประกอบขึ้นด้วยสารต ั้งต้นที่ถูกต้องได้อีกด้วย คุณเชื่อหรือไม่
ศึกชิงบัลลังค์ Air Conditioning Refrigerant ระหว่าง R32 กับ R410a
ได้อ่านข้อมูลน้ำยาแอร์ตัวใหม่ R32 ที่น่าสนใจมากจากจาก web http://www.blueplanet.co.th/workshop-1033.html เลยต้องขอคัดลอกไว้ที่นี่ เผื่อเนื้อหาที่ต้นฉบับจะหายไป ให้ความรู้ที่น่าสนใจ
แปลกใจทีเดียวเพราะ R32 นั้นจัดอยู่ในกลุ่ม A2 ติดไฟได้ง่ายกว่าและมีแรงดันไอที่สูงกว่า R410a ที่ ambient ราว 40 psig สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ R32 ก็คือมันเป็น Single Substance ครับด้วยความสามารถ
ในการติดไฟของมันนั้นมีมากกว่า R22 ในขณะที่ R290 นั้นอยู่ในกลุ่ม A3 ที่ติดไฟได้ง่ายที่สุดเมื่อ R22, R410a คือกลุ่ม A1
การที่ R32 มี HGWP ต่ำกว่า R410a เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ในการช่วยลดภาวะเรือนกระจกของเรา แต่สิ่งที่น่าห่วงกว่าก็ยังมีนั่นหมายถึง "การลุกติดไฟ" หากช่างแอร์หรือผู้ให้บริการขาดความระมัดระวังก็อาจ
มีอันตรายได้โดยต้องไม่ลืมว่า "มันสามารถติดไฟได้ง่ายกว่า R22" คือเขาคงพยายามทดลอง R290 มาก่อนแต่เนื่องจากมันติดไฟง่ายมากจึงหันมาให้การทดลองกับ R32 กระมัง ตรงนี้คือสิ่งที่ผมสังเกตเห็น"
สิ่งที่น่ากลัวในลำดับต่อมาก็คือเรื่องของ "แรงดันไอที่สูงมาก" ครับ ผมยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ แบบนี้นะครับ
ที่อุณหภูมิห้อง
R22 ประมาณ 150 psig
R410a ประมาณ 250 psig
R32 ประมาณ 290 psig
การบ้านของเพื่อนช่างอยู่ตรงนี้นะครับ ..
1.มันลุกติดไฟได้ง่ายดังนั้น "เ่ลี่ยงการเชื่อมท่อ" ในขณะที่ระบบมีสารทำความเย็นเหล่านี้คงค้างอยู่
2.เลี่ยงการ "สูบบุหรี่" ทุกครั้งที่คุณปล่อยน้ำยาเพื่อ Vacuum
3.ห้าม!! ใช้ถัง R22 นำมาบรรจุ R32 โดยเด็ดขาด ถ้าจะนำมาบรรจุให้ใส่เพียง 40% ของฉลากเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย อาทิคุณมีถัง 13.6 กก.แล้วคุณจะนำมาเติม R32 คุณจะบรรจุได้เพียง
ไม่เกิน 5.5 กก.เท่านั้น ถ้าคุณบรรจุเกินคือเติมเต็มไปเลย 13.6 กก. (ซึ่งอาจจะบังเอิญเติมเข้าไปได้) แล้วนำไปตากแดดหรืออยู่ในที่ร้อนจัดมันก็คือ "ลูกระเบิด" ดีดีนี่เองนะครับ
4.อย่าประหยัดใช้ท่อบางเด็ดขาด ท่อของ R410a ผมก็ยังไม่การันตีว่าจะใช้กับ R32 ได้ ถ้าคิดว่า R410a แรงดันสูงแล้วล่ะก็ให้บวกไปอีก 20% ในใจครับนั่นล่ะแรงดัน R32
สิ่งที่ห่วงมาก ๆ นับจากทศวรรษนี้ไป ..
1.ถัง R22 มีเป็นจำนวนมากซึ่งความหนาไม่พอครับ
2.ช่างแอร์จำนวนมากจะไม่ยอมลงทุนซื้อถังใหม่แต่จะเอาัถังนั้นล่ะไปเติม R32 หรือ R410a และโอกาสพลาดพลั้งมีสูง
3.วาล์วที่ใช้กันอยู่อาจไม่สามารถรับแรงดันของ R32 ได้หากมีการขยายตัวของแรงดันอันเนื่องจากการถูกกระตุ้นด้วยความร้อนสูง โดยเฉพาะในหน้าร้อน
4.จะมีถังน้ำยาแอร์ "ระเบิด" กันอีกเยอะถ้ามีผู้ประกอบการหรือพนักงานคนใดมักง่ายในย่าน Medium Temp เขามี Vapor Pressure สูงที่สุดในกลุ่มครับ
5.ถ้าจะเอาไว้หลังรถต้องเป็นรถกระบะที่มีการระบายอากาศถ่ายเทได้สะดวก ห้ามวางไว้ในแค๊ปกระบะที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศและปิดหน้าต่าง อันตรายมาก ๆ หากจอดตากแดดทิ้งไว้นาน ๆ
6.R22 กับ R32 เขียนคล้าย ๆ กันช่างแอร์บางคนอาจทึกทักเอาว่า "มันก็คงเหมือน ๆ กับ R22 แค่เพิ่มเลข 3 มาแทนเลข 2 (ฮา)"
ข้อดีมันก็มีอยู่ครับ
HGWP ต่ำกว่า R410a
Handling ง่ายกว่าเพราะเป็นสารประกอบจุดเดือดเดียวคล้าย ๆ R22
และนี่เป็นเรื่องราวที่ผมนำมาฝากให้อ่านกันครับ สารทำความเย็นรุ่นใหม่ ๆ ขณะนี้ทยอยตบเท้าเข้าตลาดกันเป็นแถวหากขาดความรู้ความเข้าใจ "อัีนตราย" ก็อยู่ใกล้่แค่เอื้อมหากเรามีการ "เรียนรู้"
อุบัติเหตุก็จะลดลง เห็นแล้วก็อดห่วงไม่ได้ครับขนาด R22 นี่ไม่ติดไฟวางไว้ผิดที่ผิดทางยังเคยระเบิดตูมตามกันมามากแล้ว ก็คงฝากไว้ให้พิจารณากันนะครับ ส่วนใครต้องการข้อมูลของ R32, R410a
เขียนจดหมายมาคุยกับเราได้ที่ blueplanet2002@gmail.com ก็ได้เราพร้อมตอบคำถามที่ท่านต้องการรู้หรือเข้าเยี่ยมชมใน www.blueplanet.co.th ในหน้าต่าง Work Shop ได้ครับ
ฤาศึกชิงบัลลังค์ Air Conditioning Refrigerant ยุคหน้าระหว่าง R32 กับ R410a จะยังไม่จบลงง่าย ๆ เสียแล้วกระมัง .. คงอีกไม่นานแล้ว R22 ที่รับใช้ประชากรชาวโลกมานานก็ต้องถึงเวลาก้าวลง
จากบัลลังค์นี้เสียที
29/05/2013
เป็น ISSUE ใหญ่ครับเมื่อ Japanese air-conditioning OEMs เริ่มให้ความสนใจกับ HFC32 เพื่อใช้ทดแทน HFC410a เบื้องต้นเราได้ยินว่าจะมีการใช้ R32 ทดแทน R410a นั้นยอมรับว่าค่อนข้างแปลกใจทีเดียวเพราะ R32 นั้นจัดอยู่ในกลุ่ม A2 ติดไฟได้ง่ายกว่าและมีแรงดันไอที่สูงกว่า R410a ที่ ambient ราว 40 psig สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ R32 ก็คือมันเป็น Single Substance ครับด้วยความสามารถ
ในการติดไฟของมันนั้นมีมากกว่า R22 ในขณะที่ R290 นั้นอยู่ในกลุ่ม A3 ที่ติดไฟได้ง่ายที่สุดเมื่อ R22, R410a คือกลุ่ม A1
การที่ R32 มี HGWP ต่ำกว่า R410a เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ในการช่วยลดภาวะเรือนกระจกของเรา แต่สิ่งที่น่าห่วงกว่าก็ยังมีนั่นหมายถึง "การลุกติดไฟ" หากช่างแอร์หรือผู้ให้บริการขาดความระมัดระวังก็อาจ
มีอันตรายได้โดยต้องไม่ลืมว่า "มันสามารถติดไฟได้ง่ายกว่า R22" คือเขาคงพยายามทดลอง R290 มาก่อนแต่เนื่องจากมันติดไฟง่ายมากจึงหันมาให้การทดลองกับ R32 กระมัง ตรงนี้คือสิ่งที่ผมสังเกตเห็น"
สิ่งที่น่ากลัวในลำดับต่อมาก็คือเรื่องของ "แรงดันไอที่สูงมาก" ครับ ผมยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ แบบนี้นะครับ
ที่อุณหภูมิห้อง
R22 ประมาณ 150 psig
R410a ประมาณ 250 psig
R32 ประมาณ 290 psig
การบ้านของเพื่อนช่างอยู่ตรงนี้นะครับ ..
1.มันลุกติดไฟได้ง่ายดังนั้น "เ่ลี่ยงการเชื่อมท่อ" ในขณะที่ระบบมีสารทำความเย็นเหล่านี้คงค้างอยู่
2.เลี่ยงการ "สูบบุหรี่" ทุกครั้งที่คุณปล่อยน้ำยาเพื่อ Vacuum
3.ห้าม!! ใช้ถัง R22 นำมาบรรจุ R32 โดยเด็ดขาด ถ้าจะนำมาบรรจุให้ใส่เพียง 40% ของฉลากเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย อาทิคุณมีถัง 13.6 กก.แล้วคุณจะนำมาเติม R32 คุณจะบรรจุได้เพียง
ไม่เกิน 5.5 กก.เท่านั้น ถ้าคุณบรรจุเกินคือเติมเต็มไปเลย 13.6 กก. (ซึ่งอาจจะบังเอิญเติมเข้าไปได้) แล้วนำไปตากแดดหรืออยู่ในที่ร้อนจัดมันก็คือ "ลูกระเบิด" ดีดีนี่เองนะครับ
4.อย่าประหยัดใช้ท่อบางเด็ดขาด ท่อของ R410a ผมก็ยังไม่การันตีว่าจะใช้กับ R32 ได้ ถ้าคิดว่า R410a แรงดันสูงแล้วล่ะก็ให้บวกไปอีก 20% ในใจครับนั่นล่ะแรงดัน R32
สิ่งที่ห่วงมาก ๆ นับจากทศวรรษนี้ไป ..
1.ถัง R22 มีเป็นจำนวนมากซึ่งความหนาไม่พอครับ
2.ช่างแอร์จำนวนมากจะไม่ยอมลงทุนซื้อถังใหม่แต่จะเอาัถังนั้นล่ะไปเติม R32 หรือ R410a และโอกาสพลาดพลั้งมีสูง
3.วาล์วที่ใช้กันอยู่อาจไม่สามารถรับแรงดันของ R32 ได้หากมีการขยายตัวของแรงดันอันเนื่องจากการถูกกระตุ้นด้วยความร้อนสูง โดยเฉพาะในหน้าร้อน
4.จะมีถังน้ำยาแอร์ "ระเบิด" กันอีกเยอะถ้ามีผู้ประกอบการหรือพนักงานคนใดมักง่ายในย่าน Medium Temp เขามี Vapor Pressure สูงที่สุดในกลุ่มครับ
5.ถ้าจะเอาไว้หลังรถต้องเป็นรถกระบะที่มีการระบายอากาศถ่ายเทได้สะดวก ห้ามวางไว้ในแค๊ปกระบะที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศและปิดหน้าต่าง อันตรายมาก ๆ หากจอดตากแดดทิ้งไว้นาน ๆ
6.R22 กับ R32 เขียนคล้าย ๆ กันช่างแอร์บางคนอาจทึกทักเอาว่า "มันก็คงเหมือน ๆ กับ R22 แค่เพิ่มเลข 3 มาแทนเลข 2 (ฮา)"
ข้อดีมันก็มีอยู่ครับ
HGWP ต่ำกว่า R410a
Handling ง่ายกว่าเพราะเป็นสารประกอบจุดเดือดเดียวคล้าย ๆ R22
และนี่เป็นเรื่องราวที่ผมนำมาฝากให้อ่านกันครับ สารทำความเย็นรุ่นใหม่ ๆ ขณะนี้ทยอยตบเท้าเข้าตลาดกันเป็นแถวหากขาดความรู้ความเข้าใจ "อัีนตราย" ก็อยู่ใกล้่แค่เอื้อมหากเรามีการ "เรียนรู้"
อุบัติเหตุก็จะลดลง เห็นแล้วก็อดห่วงไม่ได้ครับขนาด R22 นี่ไม่ติดไฟวางไว้ผิดที่ผิดทางยังเคยระเบิดตูมตามกันมามากแล้ว ก็คงฝากไว้ให้พิจารณากันนะครับ ส่วนใครต้องการข้อมูลของ R32, R410a
เขียนจดหมายมาคุยกับเราได้ที่ blueplanet2002@gmail.com ก็ได้เราพร้อมตอบคำถามที่ท่านต้องการรู้หรือเข้าเยี่ยมชมใน www.blueplanet.co.th ในหน้าต่าง Work Shop ได้ครับ
ฤาศึกชิงบัลลังค์ Air Conditioning Refrigerant ยุคหน้าระหว่าง R32 กับ R410a จะยังไม่จบลงง่าย ๆ เสียแล้วกระมัง .. คงอีกไม่นานแล้ว R22 ที่รับใช้ประชากรชาวโลกมานานก็ต้องถึงเวลาก้าวลง
จากบัลลังค์นี้เสียที
Sunday, September 22, 2013
วิธีทำให้ vios ใช้e85ได้
ผมอ่านเจอจาก club vios เห็นว่าน่าสนใจดี เลยเอามาเก็บไว้ เผื่อวันหลังใช้รถ toyota จะได้ลองดู
http://www.newviosclub.com/forums/viewtopic.php?f=2&t=101159
***************
รถผม new vios 2011 ป้ายแดง ใช้ได้แค่ e20 มีปั๊ม e85 อยู่ใกล้บ้านเลยลองผิดลองถูกจนสำเร็จ
ผมใช้ E85 โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ตั้งแต่ 10000โล แรก ปัจจุบัน 78000 โล ยังปกติ ใช้e85 ตลอดไม่ได้เติมอย่างอื่นเลย
เช็คระยะ ที่ศูนย์ตลอดปกติดี ศูนย์ไม่รู้ด้วย ว่าใช้น้ำมัน e85 อายุรถ 2 ปีพอดีแล้ว ขับไปทำงานทุกวัน วันละ 40 โล ปกติดี
มาดูขั้นตอนการทำให้ใช้น้ำมัน e 85 กันดีกว่า
1. ต้องใช้น้ำมันเก่าในถังให้เหลือน้อยที่สุด แล้วเติมน้ำมัน e85 สัก 300 ใช้ไปให้หมด แล้วเติมใหม่ ให้แน่ใจว่ามีแต่น้ำมัน e85 อย่างเดียว
รถอาจจะวิ่งอืด เร่งไม่ขึ้น ขับยาก หน่อย เป็นบ้างคัน เพราะเราจะจูนใช้น้ำมัน e85
2. ถอดขั้วแบตเตอรี่ ออก ขั้วลบ ก็ได้ อันเดียว ทิ้งไว้ 5 นาที เพื่อ รีเซ็ต กล่อง ecu เสร็จแล้วใส่เหมือนเดิม
3. การจูนน้ำมัน สำคัญมาก สตาร์ทเครื่อง ไม่ต้องวิ่งนะ เปิดแอร์ได้ จอดรถในร่ม ไม่ตากแดด เหยียบคันเร่ง ค้าง ให้รอบเครื่องอยู่ที่ 2000 รอบตลอด
ประมาณ 15 นาที หรือจนกว่า คันเร่งจะนิ่ง สำคัญมากนะ กล่อง ecu จะจำค่าไว้และจูนน้ำมัน หนา บาง ย้ำ ไม่ต้องวิ่งรถ จอดเฉยๆๆ
4. การจำค่าการเข้าเกียร์ แบบไหนก็วิ่งได้ตามใจชอบ ประมาณ 20- 50 โล จะเป็นการจำค่ารูปแบบการขับขี่
แบบประหยัด ขับรอบเครื่องไม่เกิน 2000 รอบ จนกว่าความเร็วจะได้ 80 k/h ประมาณ 20-50 โล ผมใช้ถนนวงแหวนวิ่งยาวๆๆๆ
แบบแรง ขับรอบเครื่องสูงๆๆๆ หยีบตามใจ ประมาณ 20-50 โล
แค่นี้ก็เสร็จแล้ว
5. กล่อง ecu จะจำค่านี้ไว้ ถอดแบบเตอรี่ทุกครั้งต้องทำไหม่ ถ้าเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้หาสายไฟมา
จั๊มที่ขั่วสายไฟรถต่อกับแบตเตอรี่มอเตอร์ไซร์ ก่อนถอนแบตเตอรี่ออก จะทำให้ไม่ต้องเซ็ตค่าใหม่
6. ไฟรูปเครื่องยนต์ จะไม่โชว์ ถ้าโชว์แปร ว่าจูนน้ำมันตาม ข้อ3 ไม่สำเร็จ ลองทำใหม่ตั้งแต่ข้อ 1 นะครับ
http://www.newviosclub.com/forums/viewtopic.php?f=2&t=101159
***************
รถผม new vios 2011 ป้ายแดง ใช้ได้แค่ e20 มีปั๊ม e85 อยู่ใกล้บ้านเลยลองผิดลองถูกจนสำเร็จ
ผมใช้ E85 โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ตั้งแต่ 10000โล แรก ปัจจุบัน 78000 โล ยังปกติ ใช้e85 ตลอดไม่ได้เติมอย่างอื่นเลย
เช็คระยะ ที่ศูนย์ตลอดปกติดี ศูนย์ไม่รู้ด้วย ว่าใช้น้ำมัน e85 อายุรถ 2 ปีพอดีแล้ว ขับไปทำงานทุกวัน วันละ 40 โล ปกติดี
มาดูขั้นตอนการทำให้ใช้น้ำมัน e 85 กันดีกว่า
1. ต้องใช้น้ำมันเก่าในถังให้เหลือน้อยที่สุด แล้วเติมน้ำมัน e85 สัก 300 ใช้ไปให้หมด แล้วเติมใหม่ ให้แน่ใจว่ามีแต่น้ำมัน e85 อย่างเดียว
รถอาจจะวิ่งอืด เร่งไม่ขึ้น ขับยาก หน่อย เป็นบ้างคัน เพราะเราจะจูนใช้น้ำมัน e85
2. ถอดขั้วแบตเตอรี่ ออก ขั้วลบ ก็ได้ อันเดียว ทิ้งไว้ 5 นาที เพื่อ รีเซ็ต กล่อง ecu เสร็จแล้วใส่เหมือนเดิม
3. การจูนน้ำมัน สำคัญมาก สตาร์ทเครื่อง ไม่ต้องวิ่งนะ เปิดแอร์ได้ จอดรถในร่ม ไม่ตากแดด เหยียบคันเร่ง ค้าง ให้รอบเครื่องอยู่ที่ 2000 รอบตลอด
ประมาณ 15 นาที หรือจนกว่า คันเร่งจะนิ่ง สำคัญมากนะ กล่อง ecu จะจำค่าไว้และจูนน้ำมัน หนา บาง ย้ำ ไม่ต้องวิ่งรถ จอดเฉยๆๆ
4. การจำค่าการเข้าเกียร์ แบบไหนก็วิ่งได้ตามใจชอบ ประมาณ 20- 50 โล จะเป็นการจำค่ารูปแบบการขับขี่
แบบประหยัด ขับรอบเครื่องไม่เกิน 2000 รอบ จนกว่าความเร็วจะได้ 80 k/h ประมาณ 20-50 โล ผมใช้ถนนวงแหวนวิ่งยาวๆๆๆ
แบบแรง ขับรอบเครื่องสูงๆๆๆ หยีบตามใจ ประมาณ 20-50 โล
แค่นี้ก็เสร็จแล้ว
5. กล่อง ecu จะจำค่านี้ไว้ ถอดแบบเตอรี่ทุกครั้งต้องทำไหม่ ถ้าเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้หาสายไฟมา
จั๊มที่ขั่วสายไฟรถต่อกับแบตเตอรี่มอเตอร์ไซร์ ก่อนถอนแบตเตอรี่ออก จะทำให้ไม่ต้องเซ็ตค่าใหม่
6. ไฟรูปเครื่องยนต์ จะไม่โชว์ ถ้าโชว์แปร ว่าจูนน้ำมันตาม ข้อ3 ไม่สำเร็จ ลองทำใหม่ตั้งแต่ข้อ 1 นะครับ
การ reset ECU รถยนตร์
วิธี Reset กล่องECU และการเก็บรักษาmemoryเมื่อต้องถอดแบตออก
ความ ทรงจำของ Escape มันมีความทรงจำด้วยนะครับ คือความทรงจำในการฉีดน้ำมันแบบที่ปรับแต่ง (TRIM) จน Optimize แล้วครับเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยอัตราสิ้นเปลือง น้อยที่สุด เท่าที่มันจะทำได้ บันทึกอยู่ใน กล่อง PCM หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า ECU อยู่ในบริเวณหน่วยความจำแบบ RAM บริเวณที่เรียกชื่อสมมุติว่า KAM (Keep Alive Memory) ความจำนี้ใช้เป็น ตัวเลขอ้างถึงคาบเวลา ในการฉีด น้ำมัน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดดังกล่าว ความทรงจำนี้มีทั้ง ดี และ ไม่ดี ครับ ซึ่งวันนี้เราจะมาทำ DIY แบบมือปล่าวกันครับ คือไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเลย นอกจาก ประแจปากตายเพื่อไข ขั้วแตอร์รี่ออก และ กุญแจรถ Escape ที่เราใช้อยู่ทุกวันเท่านั้น แต่ก่อนจะลงมือ ทำกัน ขอทำความเข้าใจต่อก่อนว่า ความจำอันนี้ มันเกิดขึ้นเมื่อใด โครงสร้างของมัน ประกอบไปด้วย อะไรบ้าง และธรรมชาติของมัน เริ่มเลยละกั
ความจำนี้ต้องมีอยู่ตลอดเวลาเมื่อใช้รถ ความจำนี้มีที่มาอยู่สองแบบ แบบแรกคือ
แบบ ก. Default ตั้งมาจากโรงงาน แบบกลางๆพอใช้งานได้ แต่ในบางครั้งอาจไม่เหมาะกับรถคันนั้นในขณะนั้น กับ
แบบ ข. ที่มาเรียนรู้จากการใช้งานจริงของ Escape คันนั้น ในระยะเวลานั้น ความจำนี้แบ่ง ออกเป็นสองช่วงคือ
1 ช่วงคือช่วงเดินเบา (Idle) และ
2 ช่วงปานกลางและรอบสูง
ความ จำนี้ จะหายไปเมื่อไม่ไม่มีไฟมาเลี้ยง แมมโมรี่ ภายในกล่อง PCM และเมื่อมีไฟมาเลี้ยงเมื่อ.ใด มันจะเริ่ม ต้นด้วยความจำแบบ ก. ก่อนแล้วภายในระยะเวลาต่อมา มันจะเริ่มขบวนการเรียนรู้ ไปในระยะเวลานึง ประมาณ 30 นาทีเมือใช้รถ หรือ ประมาณระยะทางวิ่ง 50 กิโลเมตร(จากการสังเกตุนะครับ) นับจาก การเริ่ม Reset เป็นต้นมา หลังจากระยะทางดังกล่าวแล้วผ่านพ้นไปแล้ว ขบวนการเรียนรู้จะสิ้นสุดลง รถก็จะต้องใช้ ตารางนั้นๆในการทำงานต่อไปจนกว่าจะมีการ Reset ครั้งต่อไป หมายความว่าในช่วงนี้ ถ้าขบวนการเรียนรู้ไม่ดี ก็จะมีความทรงจำที่ไม่ดีพอ คือได้มาแต่แบบก.ไม่สามารถสร้างตารางแบบข ได้ทัน ทีนี้มันเกิดขึ้นได้ตอนไหนมั่งครับ ก็คืออาจจะเป็นตอนไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ บ้าง ตอนไปให้ช่างติดเครื่องเสียงบ้าง หรือตอนไปให้ช่างเปลี่ยนไดชาร์ทบ้าง การใดก็ตามที่มีความจำเป็นทีต้องถอดแบตออกในระหว่างทำงานนั้น แต่หลายคนอาจ จะรู้ถึงเรื่องนี้อยู่แล้วบ้างก็ตาม
Sunday, December 2, 2012
ยาแนวกระเบื้อง
ช่วงนี้ต้องยาแนวกระเบื้องห้องน้ำที่ยาแนวล่อน เลยเอาวิธีทำมาฝากไว้
http://www.youtube.com/watch?v=HGx65fr5s2Q
http://www.youtube.com/watch?v=7L11r0KrUFs
http://www.youtube.com/watch?v=HGx65fr5s2Q
http://www.youtube.com/watch?v=7L11r0KrUFs
Saturday, June 9, 2012
วันนีแอร์ที่ห้องทำงานไม่เย็น compressor ไม่ทำงาน เลยต่้องมาไล่ดูว่าสาเหตุเกิดจากอะไร หลังจากไล่หาทุกอย่างก็ไม่เจอสาเหตุ และแอร์ก็กลับมาทำงานได้เอง เลยฝากวิธีการตรวจเช็คไว้ให้อ่านกัน
การตรวจซ่อมแอร์ daikin inverter
การดู error code ให้เปิดแอร์จนกระทั่ง ไฟ power สีเขียวที่คอล์ยเย็นกระพริบ แสดงว่าแอร์เกิด error เราอ่าน error code โดยหยิบ remote ขึ้นมา ชี้ไปที่คอล์ยเย็นแ้ล้วกดปุ่มดังนี้
1 กดปุ่ม cancel แช่ไว้จนหน้าจอแสดง 00 ปล่อย
2 กด cancel ปล่อย กด-ปล่อย ไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้ยินเสียง ปี๊ปยาว ปล่อยปุ่ม cancel อ่าน error code
นำ error code ที่ได้ไปเปิดตารางของ daikin ดูว่าปัญหามาจากอะไร แล้วแจ้งช่างให้เตรียมอุปกรณ์มาซ่อม ดูรายละเอียดของ error code จากที่นี่ http://www.daikin.co.th/smscode.php . . .
การตรวจสอบ electronic valve ใน daikin inveter
แอร์รุ่นที่ผมใช้มันมี electronic valve ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำยาที่ไหล เพื่อให้ประหยัดไฟฟ้าที่สุด แต่ถ้า valve ตัวนี้เสียเมื่อไร มันจะ block น้ำยาทำให้น้ำยาเดินไปตามท่อไม่ได้ แอร์จะไม่เย็น วิธีตรวจเช็คคือต้องดึง connector ของ ev valve ที่ต่อกับแผง control ที่คอล์ยร้อนออก จากนั้นต้องวัดค่าความต้านทานของ ev valve จากหัว connector ที่ถอดออกมา connector จะมีสายไฟ 6 เส้น ตามนี้
เส้น..สี
1 ขาว
2 เหลือง
3 ส้ม
4 น้ำเงิน
5 น้ำตาล
6 แดง
การเช็คว่า ev valve เสียหรือไม่ ให้วัดสาย 1กับ3 และ 2กับ4 ทั้ง 2 คู่นี้ต้องวัดได้ 85 โอมห์ จากนั้นให้วัดสาย 1กับ6 และ 2กับ5 ทั้ง 2 คู่นี้ต้องวัดได้ 40 โอมห์ โดยยอมให้ค่าที่วัดได้ +- ไม่เกิน 10 โอมห์ก็ถือว่ายังใช้ได้ ถ้าค่าที่ได้ต่างไปมาก หรือวัดค่าไม่ได้เลย แสดงว่า valve เสีย ต้องวิ่งไปซื้อตัวใหม่ที่ศุนย์ไดกิ้นมาเปลี่ยน ตำแหน่งของ EV valve จะอยู่ด้านหลัง compressor ทางขวา ต้องถอดผ้าห่ม compressor ออกก่อนจึงจะเข้าถึง ดึงออกมาจากเบ้าได้เลย
การตรวจซ่อมแอร์ daikin inverter
การดู error code ให้เปิดแอร์จนกระทั่ง ไฟ power สีเขียวที่คอล์ยเย็นกระพริบ แสดงว่าแอร์เกิด error เราอ่าน error code โดยหยิบ remote ขึ้นมา ชี้ไปที่คอล์ยเย็นแ้ล้วกดปุ่มดังนี้
1 กดปุ่ม cancel แช่ไว้จนหน้าจอแสดง 00 ปล่อย
2 กด cancel ปล่อย กด-ปล่อย ไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้ยินเสียง ปี๊ปยาว ปล่อยปุ่ม cancel อ่าน error code
นำ error code ที่ได้ไปเปิดตารางของ daikin ดูว่าปัญหามาจากอะไร แล้วแจ้งช่างให้เตรียมอุปกรณ์มาซ่อม ดูรายละเอียดของ error code จากที่นี่ http://www.daikin.co.th/smscode.php . . .
การตรวจสอบ electronic valve ใน daikin inveter
แอร์รุ่นที่ผมใช้มันมี electronic valve ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำยาที่ไหล เพื่อให้ประหยัดไฟฟ้าที่สุด แต่ถ้า valve ตัวนี้เสียเมื่อไร มันจะ block น้ำยาทำให้น้ำยาเดินไปตามท่อไม่ได้ แอร์จะไม่เย็น วิธีตรวจเช็คคือต้องดึง connector ของ ev valve ที่ต่อกับแผง control ที่คอล์ยร้อนออก จากนั้นต้องวัดค่าความต้านทานของ ev valve จากหัว connector ที่ถอดออกมา connector จะมีสายไฟ 6 เส้น ตามนี้
เส้น..สี
1 ขาว
2 เหลือง
3 ส้ม
4 น้ำเงิน
5 น้ำตาล
6 แดง
การเช็คว่า ev valve เสียหรือไม่ ให้วัดสาย 1กับ3 และ 2กับ4 ทั้ง 2 คู่นี้ต้องวัดได้ 85 โอมห์ จากนั้นให้วัดสาย 1กับ6 และ 2กับ5 ทั้ง 2 คู่นี้ต้องวัดได้ 40 โอมห์ โดยยอมให้ค่าที่วัดได้ +- ไม่เกิน 10 โอมห์ก็ถือว่ายังใช้ได้ ถ้าค่าที่ได้ต่างไปมาก หรือวัดค่าไม่ได้เลย แสดงว่า valve เสีย ต้องวิ่งไปซื้อตัวใหม่ที่ศุนย์ไดกิ้นมาเปลี่ยน ตำแหน่งของ EV valve จะอยู่ด้านหลัง compressor ทางขวา ต้องถอดผ้าห่ม compressor ออกก่อนจึงจะเข้าถึง ดึงออกมาจากเบ้าได้เลย
Tuesday, February 28, 2012
search keyword กับอนาคตของประเทศ
วันนี้เข้าไปดู top 30 keyword ที่ใช้ค้นหาข้อมูลใน internet แล้วรู้สึกว่าอนาคตการใช้งาน internet ของไทยไม่สดใสเท่าใด
เราคงจะไม่เห็นพัฒนาการอะไรมากของประเทศไทย หรือเยาวชนไทยจาก keyword เหล่านี้เลย ลอง click ใน link ดูก็แล้วกัน
http://directory.truehits.net/keyword.php
เราคงจะไม่เห็นพัฒนาการอะไรมากของประเทศไทย หรือเยาวชนไทยจาก keyword เหล่านี้เลย ลอง click ใน link ดูก็แล้วกัน
http://directory.truehits.net/keyword.php
Friday, May 20, 2011
การพยากรณ์อากาศ กับความสำคัญต่อเกษตรกร และการวางแผนธุรกิจ
ทุกวันนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมาก บางปีอย่าง 52-53 เป็น El Nino อากาศร้อนจัดฝนตกน้อย น้ำไม่พอกับการเกษตร อย่างปี 53-54 เป็นช่วง La Nina ฝนตกมากกว่าปกติ หนาวมากกว่าปกติ ทำให้คนกทมได้หนาวระดับ 14-15 องศาตั้งหลายวัน อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ทำให้กระทบต่อเกษตรกร ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมาก
ที่ทำงานผมขายเมล็ดพันธุ์พืชให้เกษตรนำไปปลูก ดังนั้นสภาพอากาศจึงมีผลต่อการทำธุรกิจมาก การจะวางแผนธุรกิจในแต่ละปี หรือการกำหนดเป้าการขาย ที่ผ่านมาไม่มีการนำเอาปัจจัยเรื่องดินฟ้าอากาศมาประกอบ ทำให้การตั้งเป้ายอดขายผิดพลาดได้ เพราะถ้าฝนมากไปก็ปลูกเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ ทำให้ขายของไม่ได้ การรู้สภาพอากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายๆเดือน จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการวางเป้าการขาย
ด้วยเหตุนี้เองผมจึงเป็นคนแรกที่ริเริ่มศึกษาสภาพอากาศล่วงหน้า ุ6 เดือน และนำข้อมูลที่ได้มาแจ้งเตือนกับฝ่ายขาย และฝ่ายผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย ในทุกประเทศว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร จะได้เตรียมตัวรับมือได้ถูกต้อง ทำให้การวางแผนผลิตเมล็ดพันธุ์และแผนการขายได้แม่นยำขึ้น
จากความรู้เรื่องสภาพอากาศล่วงหน้านี้ ทางพนักงานขายของเราก็สามารถนำไปบอกกับตัวแทนจำหน่ายของเรา เพื่อเตือนให้เกษตรกรทราบล่วงหน้า จะได้เตรียมวางแผนการเพาะปลูก และลดการสูญเสียจากสภาพอากาศให้น้อยที่สุด เรื่องนี้น่าแปลกใจว่าในเมืองไทยยังมีคนสนใจน้อยมาก แม้กระทั่งหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเกษตรก็ไม่มีใครคอยออกมาเตือนเกษตรล่วงหน้าเลย
สำหรับสภาพอากาศ ณ วันที่ 20 พค 54 ผลการสำรวจจากหน่วยงานศึกษาสภาพอากาศในหลายประเทศ เตือนตรงกันว่า
อุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิคเริ่มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วง 4เดือนที่ผ่านมา (จากเดิมที่เย็นกว่าค่าเฉลี่ย 1-2.5 องศา) ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลมาอยู่บริเวณค่าเฉลี่ย และมีผลทำให้สภาพ La Na(ฝนตกมากกว่าปกติ อากาศเย็นกว่าปกติ ทำให้หน้าร้อนปี 54 ไม่ร้อนเท่าที่ควร)อ่อนกำลังลง และสภาพอากาศจะเข้าสู่สภาวะ neutral คือกลับเข้าสู่สภาพอากาศปกติอย่างที่ควรจะเป็นในทุกประเทศโดยเริ่มตั้งแต่เดือน มิย 54 เป็นต้นไป และจะอยู่ในสภาวะปกตินี้ไปจนถึงสิ้นปี 54 เรายังดูอยู่ว่าอากาศในปี 55 จะเป็นอย่างไร ซึ่งต้องรอต่อไป การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าโดยการคำนวนทางคอมพิวเตอร์จะบอกล่วงหน้าได้แค่ 6 เดือนเท่านั้น ผมจะคอยมาบอกไว้เป็นระยะว่าจะเป็นอย่างไร
แต่สำหรับที่ทำงานผมตอนนี้ผู้บริหารหลายๆคนในหลายประเทศเริ่มเห็นความจำเป็นของการรู้สภาพอากาศล่วงหน้าแล้ว และนำมาประกอบการวางแผนตั้งเป้าการขายในแต่ละปี ประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียซึงโดนผลกระทบหนักจาก La Nina มากจนขายของได้น้อยลงมาก ก็เริ่มเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นและรู้ว่าผลกระทบจากฝนจะหมดเมื่อไร ทำให้วางแผนการขายได้ดีขึ้น
ถึงเวลาหรือยังที่หน่วยงานภาครัฐ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจะหันมาสนใจข้อมูลสภาพอากาศล่วงหน้ากันมากขึ้น
ใครสนใจเพิ่มเติม ลองไปอ่านที่ http://www.bom.gov.au/climate/enso/
แล้วจะเข้าใจมากขึ้น
ที่ทำงานผมขายเมล็ดพันธุ์พืชให้เกษตรนำไปปลูก ดังนั้นสภาพอากาศจึงมีผลต่อการทำธุรกิจมาก การจะวางแผนธุรกิจในแต่ละปี หรือการกำหนดเป้าการขาย ที่ผ่านมาไม่มีการนำเอาปัจจัยเรื่องดินฟ้าอากาศมาประกอบ ทำให้การตั้งเป้ายอดขายผิดพลาดได้ เพราะถ้าฝนมากไปก็ปลูกเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ ทำให้ขายของไม่ได้ การรู้สภาพอากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายๆเดือน จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการวางเป้าการขาย
ด้วยเหตุนี้เองผมจึงเป็นคนแรกที่ริเริ่มศึกษาสภาพอากาศล่วงหน้า ุ6 เดือน และนำข้อมูลที่ได้มาแจ้งเตือนกับฝ่ายขาย และฝ่ายผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย ในทุกประเทศว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร จะได้เตรียมตัวรับมือได้ถูกต้อง ทำให้การวางแผนผลิตเมล็ดพันธุ์และแผนการขายได้แม่นยำขึ้น
จากความรู้เรื่องสภาพอากาศล่วงหน้านี้ ทางพนักงานขายของเราก็สามารถนำไปบอกกับตัวแทนจำหน่ายของเรา เพื่อเตือนให้เกษตรกรทราบล่วงหน้า จะได้เตรียมวางแผนการเพาะปลูก และลดการสูญเสียจากสภาพอากาศให้น้อยที่สุด เรื่องนี้น่าแปลกใจว่าในเมืองไทยยังมีคนสนใจน้อยมาก แม้กระทั่งหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเกษตรก็ไม่มีใครคอยออกมาเตือนเกษตรล่วงหน้าเลย
สำหรับสภาพอากาศ ณ วันที่ 20 พค 54 ผลการสำรวจจากหน่วยงานศึกษาสภาพอากาศในหลายประเทศ เตือนตรงกันว่า
อุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิคเริ่มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วง 4เดือนที่ผ่านมา (จากเดิมที่เย็นกว่าค่าเฉลี่ย 1-2.5 องศา) ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลมาอยู่บริเวณค่าเฉลี่ย และมีผลทำให้สภาพ La Na(ฝนตกมากกว่าปกติ อากาศเย็นกว่าปกติ ทำให้หน้าร้อนปี 54 ไม่ร้อนเท่าที่ควร)อ่อนกำลังลง และสภาพอากาศจะเข้าสู่สภาวะ neutral คือกลับเข้าสู่สภาพอากาศปกติอย่างที่ควรจะเป็นในทุกประเทศโดยเริ่มตั้งแต่เดือน มิย 54 เป็นต้นไป และจะอยู่ในสภาวะปกตินี้ไปจนถึงสิ้นปี 54 เรายังดูอยู่ว่าอากาศในปี 55 จะเป็นอย่างไร ซึ่งต้องรอต่อไป การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าโดยการคำนวนทางคอมพิวเตอร์จะบอกล่วงหน้าได้แค่ 6 เดือนเท่านั้น ผมจะคอยมาบอกไว้เป็นระยะว่าจะเป็นอย่างไร
แต่สำหรับที่ทำงานผมตอนนี้ผู้บริหารหลายๆคนในหลายประเทศเริ่มเห็นความจำเป็นของการรู้สภาพอากาศล่วงหน้าแล้ว และนำมาประกอบการวางแผนตั้งเป้าการขายในแต่ละปี ประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียซึงโดนผลกระทบหนักจาก La Nina มากจนขายของได้น้อยลงมาก ก็เริ่มเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นและรู้ว่าผลกระทบจากฝนจะหมดเมื่อไร ทำให้วางแผนการขายได้ดีขึ้น
ถึงเวลาหรือยังที่หน่วยงานภาครัฐ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจะหันมาสนใจข้อมูลสภาพอากาศล่วงหน้ากันมากขึ้น
ใครสนใจเพิ่มเติม ลองไปอ่านที่ http://www.bom.gov.au/climate/enso/
แล้วจะเข้าใจมากขึ้น
Wednesday, May 19, 2010
19 พค 53 สงครามกลางเมืองทั่วประเทศไทย
ขอบันทึกไว้เลยว่าวันที่ 19 พค 2553 เป็นวันที่เกิดสงครามกลางเมืองทั้งใน กทม และในจังหวัดใหญ่ๆหลายจังหวัดทางอีสาน และเชียงใหม่ รัฐบาลได้สลายการชุมนุมที่ราชประสงค์สำเร็จ แต่ก็เกิดผู้ก่อการร้ายกระจายไปทั่ว กทม เผาสารพัดที่ รัฐบาลพยายามควบคุมสถานการณ์โดยการประกาศเคอร์ฟิวเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ห้ามออกนอกบ้านตั้งแต่ 20.00 - 6.00 ของวันที่ 20 พค คนทั้ง กทม ระดมเติมน้ำมันจนหมดปั๊ม แล้วเร่งซื้อหาอาหารต่างๆกักตุนจนอาหารหมดทั้ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าต่างๆก็ขายดีจนของหมดไปตามๆกัน รถเมล์ รถ BTS MRT บขส หยุดทั้งหมด แถม ศอฉ ก็ปรับรายการทีวีทุกช่องให้เป็นรายการพิเศษจนหมด
สิ่งที่เกิดขึ้นในแง่ของไอทีคือ
1.ที่บริษัทผมพนักงานทุกคนทำงานอยู่กับบ้านตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 พคจนถึง 19 และประกาศให้วันที่ 20 พคให้ทำงานที่บ้านต่อ จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติปลอดภัยต่อพนักงานที่จะเดินทางไปที่ทำงาน โดยมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจน้อยมากเพราะพนักงานยังทำงานอยู่ที่บ้านโดยใช้โน๊ตบุ๊คผ่านระบบ VPN over internet connection ได้อย่างสบาย ระบบ VPN นี้ได้รับการออกแบบให้รองรับการเชื่อมต่อของพนักงานกว่า 2 พันคนพร้อมกันในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่เราก็ไม่เคยได้ใช้ความสามารถของ VPN จนถึงขีดจำกัดนั้น
2.ระบบสื่อสารของโทรศัพท์มือถือ AIS แทบจะล่มเพราะมีคนใช้งานจำนวนมากจนโทรออกยากมากๆ โทรทีไรก็ error in connection ตลอด คงใช้ได้เฉพาะ SMS เท่านั้น อันนี้เป็นเพราะเครือข่ายของ AIS รับมือกับการใช้งานจำนวนมากไม่ได้เพราะคนเดินทางไม่ได้ก็เลยโทรหากันแทน พนักงานของบริษัทบางส่วนที่ใช้การเชื่อมต่อโดย air card จะประสบปัญหาความเร็วในการใช้งานช้ามากๆจนแทบใช้ไม่ได้ อันนี้สาเหตุหลักเพราะเครือข่าย GSM มัน shared voice กับ data traffic บน bandwidth เดียวกัน ขนาด voice ยังโทรไม่ออก ดังนั้น data ก็ไม่มีทางสื่อสารได้ จึงต้องแนะนำให้พนักงานที่มี ADSL ที่บ้านเลี่ยงไปใช้ ADSL แทน
3.ธนาคารและตลาดหลักทรัพย์จะปิดทั้งประเทศในวันที่ 20-21 พค แถมยังมีข่าวว่าตู้ ATM ทั้งหมดก็ปิด 2 วันด้วย ให้คนรีบไปกดเงินภายใน 19 พค นี่เรื่องใหญ่เลย เทคโนโลยีอะไรก็ช่วยไม่ได้ ต้องรีบไปกดเงินก่อน
4.ตึก Central World โดนไฟไหม้ พนักงานของบริษัทต่างๆที่ตึก Central world ที่ทำงานนอกสถานที่มาหลายวันแม้จะไม่กระทบอะไรในตอนแรก แต่พอไฟไหม้ปุ๊ปมันจะลามไปถึงห้อง server อันนี้พนักงานทุกคนต้องก็อปปี้ข้อมูลออกมาจาก server ก่อนที่ไฟจะไหม้หมด แต่เข้าใจว่าข้อมูลมีจำนวนมากเป็นสิบๆ ร้อยๆกิกะไบตท์ จะให้ copy ผ่าน internet ในเวลาแค่ 1-2 ชั่วโมงมันเป็นไปไม่ได้ คาดว่าข้อมูลจำนวนมากคงโดนเผาไฟไปแล้ว แต่ถ้าบริษัทเหล่านั้นมีการสำรองข้อมูล และส่งไปเก็บนอกสถานที่ทุกอาทิตย์แล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไำม่มากนัก เพราะเรียกคืนข้อมูลส่วนใหญ่จากเทปได้ งานนี้ก็ต้องมาดูกันว่าจะมีบริษัทที่ไม่ได้สำรองข้อมูลมากขนาดไหน
5 ระบบ internet ช้ามากๆ เพราะคนอยู่บ้านกันหมด เรียกดูข้อมูลจากเว็บข่าวดังๆจนเว็บแทบล่ม เว็บดังๆอย่าง pantip, กรุงเทพธุรกิจ ผู้จัดการ อืดมากๆ แถมเว็บเหล่านี้ยังมีทั้ง flash ทั้งรูปโฆษณาจำนวนมากอีก ทำให้ยิ่งโหลดช้ามากขึ้นอีก เจ้าของเว็บควรที่จะต้องถอด flash และโฆษณาต่างๆ รวมทั้งรูปภาพที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด เ้พื่อให้ web server สามารถรองรับจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มอย่างมหาศาลได้ อันนี้เว็บนอกอย่าง cnn ก็เคยทำช่วงเหตุการณ์ 9/11 ที่ตึก World Trade โดนถล่ม แต่เว็บไทยไม่เอาบทเรียนเหล่านั้นมาใช้ หลังจากเหตุการณ์ฉุกเฉินในวันนี้ เว็บไซต์ต่างๆของไทยควรทบทวนแผนรับมือ traffic ในสภาวะฉุกเฉินไว้ด้วย
โดยสรุปแล้ว เหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้ได้สร้างบทเรียนทางธุรกิจจำนวนมากให้คนไอทีไปหาทางแก้ปัญหาว่าทำอย่างไรธุรกิจจึงจะดำเนินต่อไปได้ภายใต้เหตุฉุกเฉินโดยมีผลกระทบน้อยที่สุด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และผมเชื่อว่าเรายังต้องมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองไปอีกอย่างน้อย 6-12 เดือนข้างหน้า ลากไปจนถึงปี 54 นั่นแหละ ผู้จัดการไอทีทั้งหลายไปหาทางรับมือไว้ให้ดีๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นในแง่ของไอทีคือ
1.ที่บริษัทผมพนักงานทุกคนทำงานอยู่กับบ้านตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 พคจนถึง 19 และประกาศให้วันที่ 20 พคให้ทำงานที่บ้านต่อ จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติปลอดภัยต่อพนักงานที่จะเดินทางไปที่ทำงาน โดยมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจน้อยมากเพราะพนักงานยังทำงานอยู่ที่บ้านโดยใช้โน๊ตบุ๊คผ่านระบบ VPN over internet connection ได้อย่างสบาย ระบบ VPN นี้ได้รับการออกแบบให้รองรับการเชื่อมต่อของพนักงานกว่า 2 พันคนพร้อมกันในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่เราก็ไม่เคยได้ใช้ความสามารถของ VPN จนถึงขีดจำกัดนั้น
2.ระบบสื่อสารของโทรศัพท์มือถือ AIS แทบจะล่มเพราะมีคนใช้งานจำนวนมากจนโทรออกยากมากๆ โทรทีไรก็ error in connection ตลอด คงใช้ได้เฉพาะ SMS เท่านั้น อันนี้เป็นเพราะเครือข่ายของ AIS รับมือกับการใช้งานจำนวนมากไม่ได้เพราะคนเดินทางไม่ได้ก็เลยโทรหากันแทน พนักงานของบริษัทบางส่วนที่ใช้การเชื่อมต่อโดย air card จะประสบปัญหาความเร็วในการใช้งานช้ามากๆจนแทบใช้ไม่ได้ อันนี้สาเหตุหลักเพราะเครือข่าย GSM มัน shared voice กับ data traffic บน bandwidth เดียวกัน ขนาด voice ยังโทรไม่ออก ดังนั้น data ก็ไม่มีทางสื่อสารได้ จึงต้องแนะนำให้พนักงานที่มี ADSL ที่บ้านเลี่ยงไปใช้ ADSL แทน
3.ธนาคารและตลาดหลักทรัพย์จะปิดทั้งประเทศในวันที่ 20-21 พค แถมยังมีข่าวว่าตู้ ATM ทั้งหมดก็ปิด 2 วันด้วย ให้คนรีบไปกดเงินภายใน 19 พค นี่เรื่องใหญ่เลย เทคโนโลยีอะไรก็ช่วยไม่ได้ ต้องรีบไปกดเงินก่อน
4.ตึก Central World โดนไฟไหม้ พนักงานของบริษัทต่างๆที่ตึก Central world ที่ทำงานนอกสถานที่มาหลายวันแม้จะไม่กระทบอะไรในตอนแรก แต่พอไฟไหม้ปุ๊ปมันจะลามไปถึงห้อง server อันนี้พนักงานทุกคนต้องก็อปปี้ข้อมูลออกมาจาก server ก่อนที่ไฟจะไหม้หมด แต่เข้าใจว่าข้อมูลมีจำนวนมากเป็นสิบๆ ร้อยๆกิกะไบตท์ จะให้ copy ผ่าน internet ในเวลาแค่ 1-2 ชั่วโมงมันเป็นไปไม่ได้ คาดว่าข้อมูลจำนวนมากคงโดนเผาไฟไปแล้ว แต่ถ้าบริษัทเหล่านั้นมีการสำรองข้อมูล และส่งไปเก็บนอกสถานที่ทุกอาทิตย์แล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไำม่มากนัก เพราะเรียกคืนข้อมูลส่วนใหญ่จากเทปได้ งานนี้ก็ต้องมาดูกันว่าจะมีบริษัทที่ไม่ได้สำรองข้อมูลมากขนาดไหน
5 ระบบ internet ช้ามากๆ เพราะคนอยู่บ้านกันหมด เรียกดูข้อมูลจากเว็บข่าวดังๆจนเว็บแทบล่ม เว็บดังๆอย่าง pantip, กรุงเทพธุรกิจ ผู้จัดการ อืดมากๆ แถมเว็บเหล่านี้ยังมีทั้ง flash ทั้งรูปโฆษณาจำนวนมากอีก ทำให้ยิ่งโหลดช้ามากขึ้นอีก เจ้าของเว็บควรที่จะต้องถอด flash และโฆษณาต่างๆ รวมทั้งรูปภาพที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด เ้พื่อให้ web server สามารถรองรับจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มอย่างมหาศาลได้ อันนี้เว็บนอกอย่าง cnn ก็เคยทำช่วงเหตุการณ์ 9/11 ที่ตึก World Trade โดนถล่ม แต่เว็บไทยไม่เอาบทเรียนเหล่านั้นมาใช้ หลังจากเหตุการณ์ฉุกเฉินในวันนี้ เว็บไซต์ต่างๆของไทยควรทบทวนแผนรับมือ traffic ในสภาวะฉุกเฉินไว้ด้วย
โดยสรุปแล้ว เหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้ได้สร้างบทเรียนทางธุรกิจจำนวนมากให้คนไอทีไปหาทางแก้ปัญหาว่าทำอย่างไรธุรกิจจึงจะดำเนินต่อไปได้ภายใต้เหตุฉุกเฉินโดยมีผลกระทบน้อยที่สุด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และผมเชื่อว่าเรายังต้องมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองไปอีกอย่างน้อย 6-12 เดือนข้างหน้า ลากไปจนถึงปี 54 นั่นแหละ ผู้จัดการไอทีทั้งหลายไปหาทางรับมือไว้ให้ดีๆ
Thursday, May 6, 2010
โอกาสใหม่ๆที่แผนก IT นำเสนอต่อธุรกิจ

เมื่อปลายปี 52 ระหว่างที่ผมพูดคุยกับฝ่ายผลิตที่โรงงานที่พิษณุโลกเรื่องปัญหาในการทำงานของเขา เพื่อดูว่าทางแผนกไอทีจะหาทางช่วยได้อย่างไร ทางฝ่ายผลิตก็เล่าให้ฟังถึงปัญหาในการทำงานที่ยังคงทำงานด้วยมือเกือบทั้งหมด ทำให้มีปัญหามาก อยากจะให้แผนกไอทีนำแอพลิเคชั่นมาช่วยในการบันทึกข้อมูล แต่ติดขัดว่าไม่ได้มีการเตรียมงบประมาณไว้สำหรับทำเรื่องนี้เลย ทำให้ดูเหมือนว่าต้องรอกันไปอีกเกือบปีเพื่อรอตั้งงบก่อน บังเอิญผมไปอ่านเจอว่าทาง ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จัดให้มีการแข่งขัน Business Reality Challenge โดยให้ทุกบริษัทส่งปัญหาทางธุรกิจของตนที่คิดว่าท้าทายไปให้ทาง ไอบีเอ็มดู ถ้าเขาคิดว่าปัญหาของคุณท้าทายพอ ผู้ชนะจะได้รับรางวัลเป็นดซลูชั่นจากไอบีเอ็มในการแก้ปัญหานี้ ผมก็ลองส่งไปดู หลังจากเข้าไปนำเสนอโปรเจคต่อกรรมการตัดสิน โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งทั้งหมด 22 บริษัท ปรากฏว่าโครงการของผมได้รับการคัดเลือกให้ชนะและทางไอบีเอ็ม ก็ส่ง business partner มาพัฒนาแอพลิเคชั่นให้ อันนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการเสาะแสวงหาโอกาสซึ่งไม่เพียงแต่ภายในองค์กรเท่านั้น ยังมีโอกาสอีกมากภายนอกองค์กร ผู้จัดการแผนกไอทีจะต้องหมั่นมองหาโอกาสที่จะสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจให้กับองค์กร
รายละเอียดตามนี้เลย
"มอนซานโต้" ชนะรางวัล ไอบีเอ็มบิซิเนสเรียลลิตี้ ชาเลนจ์ ฝ่า 22 บริษัท คว้ารางวัลโครงงานไอทีองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
นายกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจทั่วไป บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัทเลือกบริษัท มอนซานโต้ ไทยแลนด์ จำกัด เป็นผู้ชนะเลิศรางวัลโครงงานไอที “ไอบีเอ็ม บิซิเนส เรียลลิตี้ ชาเลนจ์” เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ปรับปรุงและพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และประสบความสำเร็จทางธุรกิจ มีเอสเอ็มอี 22 บริษัทส่งโครงงานเข้าประกวด
นายยุทธพงษ์ ชัยธรรม ผู้จัดการแผนกไอที บริษัท มอนซานโต้ ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า จากการเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด โดยมีศูนย์กระจายวัตถุดิบสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์อยู่ 16 แห่งทั่วประเทศและมีศูนย์กลางอยู่ที่พิษณุโลก เดิมเจ้าหน้าที่ลงปฏิบัติงานในพื้นที่ ไปติดต่อเกษตรกรเพื่อจ่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย หรือเคมีภัณฑ์การเกษตรต่างๆ จะเก็บข้อมูลโดยจดใส่กระดาษ แล้วนำข้อมูลกลับมาป้อนลงคอมพิวเตอร์ภายหลัง บางครั้งล่าช้าไปหลายวัน หรืออ่านลายมือไม่ออก, เอกสารหาย, จำนวนวัตถุดิบที่มีในสต็อกเป็นข้อมูลที่ไม่อัพเดท ทำให้บางศูนย์มีวัตถุดิบขาด บางศูนย์เกิน ส่งผลให้การลงบัญชีต่างๆ ผิดพลาด
บริษัทต้องการติดตั้งระบบใหม่ให้เจ้าหน้าที่ได้ใช้คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์พกพา, โปรแกรมบริหารจัดการสินค้าคงคลัง เพื่อพัฒนาระบบงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นการช่วยทั้งเจ้าหน้าที่และเกษตรกร แต่มีงบประมาณไอทีจำกัด จึงเขียนโครงการส่งเข้าประกวด ซึ่งผลออกมาดีเกินคาด เพราะทำให้แก้ปัญหาทางธุรกิจได้ด้วยช่องทางใหม่ๆ และช่วยลดเวลาเจ้าหน้าที่ทำเอกสารได้มาก
การเป็นองค์กรผู้ชนะเลิศ ไอบีเอ็มมอบผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น ไอที ได้แก่ ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล ดีบีทู แอพพลิเคชั่นจาวาสำหรับติดตามสินค้าคงคลัง “Smart Track” ที่พัฒนาขึ้นสำหรับมอนซานโต้โดยเฉพาะ โดยบริษัท ไทย อินฟอร์เมติก ซิสเต็มส์ จำกัด (ทีไอเอส) พันธมิตรทางธุรกิจของไอบีเอ็ม รวมมูลค่า 1 ล้านบาท ไอบีเอ็มเริ่มเข้าพัฒนาระบบไอที ของบริษัทตั้งแต่ปลายปี 2552 และทีไอเอสเป็นผู้ดำเนินการติดตั้งโซลูชัน ประมาณ 4 เดือน
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20100505/113613/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%89-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B5-%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%AA-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B9%8C.html
Labels:
business reality challenge,
โซลูชั่น,
มอนซานโต้,
ไอบีเอ็ม
วิกฤตการเมืองไทย กับแผนสำรองทางธุรกิจ
เหตุการณ์ผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ปิดถนนบริเวณราชประสงค์เป็นเวลาเกือบ 1 เดือนได้สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับธุรกิจต่างๆจำนวนมาก อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พนักงานไม่สามารถเข้าไปทำงานในที่ทำงานได้ตามปกติ ทำให้บริษัทต่างๆต้องหาทางออกด้วยการไปเช่าพื้นที่ในเขตห่างไกลการชุมนุมเป็นสำนักงานชั่วคราว เรื่องใหญ่อีกเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือต้องมีเน็ตเวิร์คจากที่ทำงานใหม่เพื่อเชื่อมต่อเข้าไปที่เซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ในสำนักงานเดิมที่เข้าไปไม่ได้ เรื่องนี้ทำให้แผนก IT ของหลายๆบริษัทหัวหมุนไปเลยเพราะต้องวิ่งหาเน็ตเวิร์คสำรองกันให้วุ่นในเวลาอันสั้น บางบริษัทถึงกับทำธุรกิจด้วยระบบคอมพิืวเตอร์ไปไม่ได้หลายวัน วิกฤตครั้งนี้คงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความจำเป็นของแผนสำรองเพื่อให้ธุรกิจดำเนินงานไปได้ภายใต้สถาณการณ์ฉุกเิฉินต่างๆ บริษัทใดที่มีแผนนี้อยู่แล้วก็จะสามารถดำเนินงานต่อไปได้ภายใต้เหตุฉุกเฉินโดยมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเพียงเล็กน้อย แต่บริษัทไหนที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าก็ได้รับผลกระทบและความเสียหายอย่างมาก
แผนสำรองสำหรับดำเนินธุรกิจต่อไปภายใต้สถาณการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าบริษัทของคุณยังไม่มีก็ควรจะเร่งดำเนินการจัดทำขึ้นมา เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ชุมนุมอีกเมื่อใดและที่ไหน กันไว้ดีกว่าแก้ครับ
แผนสำรองสำหรับดำเนินธุรกิจต่อไปภายใต้สถาณการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าบริษัทของคุณยังไม่มีก็ควรจะเร่งดำเนินการจัดทำขึ้นมา เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ชุมนุมอีกเมื่อใดและที่ไหน กันไว้ดีกว่าแก้ครับ
Thursday, April 1, 2010
และแล้ว Yahoo mail ก็โดนเจาะไปอีกราย
ข่าวล่ามาเร็ว 1 เมษา Yahoo mail ของนักข่าวไต้หวันและจีนโดนเจาะไปอีกหลายราย คาดว่าแหล่งที่เจาะน่าจะมาจากจีนอีก แบบเดียวกับที่ Google mail เคยโดน Yahoo แค่ออกมามาโวยวายนิดหน่อยแล้วก็จบ ส่วน Google นั่นเอาจริงกว่าเยอะเพราะตอนนี้ถอนตัวออกจากจีน มาตั้งอยู่ที่ฮ่องกงแทน ก็คงเสียตลาดใหญ่ไปเยอะ แต่งานนี้ Google ยอมไม่ได้จริงๆแม้จะเสียตลาดใหญ่ๆอย่างในจีนไปก็ตาม แม้จะมีความเสียหายบ้างแต่ก็ไม่มากนักเพราะถึงอย่างไร Google ก็เป็นเพียงรายเล็กในจีน search engine รายใหญ่ของจีนเป็นของบริษัทในจีนเองชื่อ baidu
Wednesday, March 3, 2010
มาประหยัดไฟหน้าร้อนนี้กันเถอะ
ร้อนนี้ร้อนจัด ค่าไฟของแอร์คงจะแพงมากๆแน่ เรามีวิธีง่ายๆที่จะช่วยลดค่าไฟแอร์ได้ 15-20% ทำให้แอร์เย็นเร็วขึ้นแม้ว่าอากาศจะร้อนจัด สนใจไหมครับว่าต้องทำอย่างไร
คุณต้องติดอุปกรณืที่เรียกว่า colling pad เข้าไปที่คอล์ยร้อนที่ที่แอร์ตัวที่อยู่นอกบ้าน โดย colling pad จะทำหน้าที่ลดอุณหภูมิของอากาศก่อนที่จะเข้าไประบายความร้อนให้แอร์ ทำให้แอร์ทำงานเบาลง ประหยัดไฟมากขึ้น แม้ว่าคุณจะใช้แอร์แบบธรรมดาไม่ใช่ อินเวอร์เตอร์ หรือแบบ hybrid ของไซโจก็ประหยัดไฟได้เยอะ
คุณต้องซื้อ cooling pad พร้อมค่าติดตั้งของแอร์ขนาด 1200-15000 btu ประมาณ 5-6พันบาท ต้องลงทุนมากในตอนแรก แต่ค่าไฟที่ประหยัดไปได้ก็จะคืนทุนในเวลา 1-2ปี ต่อให้หน้าร้อนขนาดไหนก็ไม่หวั่น ยิ่งร้อนมาก ระบบ cooling pad ยิ่งระบายความร้อนได้ดี เพราะน้ำระเหยได้เร็ว ลดความร้อนของอากาศที่จะเข้าแผงคอนเดนเซอร์ได้มาก
ลองไปศึกษาเพิ่มเติมที่
http://swiftletlover.blogspot.com/2008/09/cooling-pad-system.html
http://www.axontech.co.th/s0103/index.php?tpid=0020
http://www.e369engineering.com/ensaver-how-to-install.php
ค้นใน google ด้วยคำว่า cooling pad จะได้ข้อมูลอีกมาก
แอร์ที่ติดแผงนี้แล้วก็จะเหมือนกับที่แอร์ไซโจกำลังโหมโฆษณาอยู่ตอนนี้ว่าประหยัดไฟได้เยอะ เนื่องมาจากการใช้ cooling pad เข้ามาช่วยนี่เอง
คุณต้องติดอุปกรณืที่เรียกว่า colling pad เข้าไปที่คอล์ยร้อนที่ที่แอร์ตัวที่อยู่นอกบ้าน โดย colling pad จะทำหน้าที่ลดอุณหภูมิของอากาศก่อนที่จะเข้าไประบายความร้อนให้แอร์ ทำให้แอร์ทำงานเบาลง ประหยัดไฟมากขึ้น แม้ว่าคุณจะใช้แอร์แบบธรรมดาไม่ใช่ อินเวอร์เตอร์ หรือแบบ hybrid ของไซโจก็ประหยัดไฟได้เยอะ
คุณต้องซื้อ cooling pad พร้อมค่าติดตั้งของแอร์ขนาด 1200-15000 btu ประมาณ 5-6พันบาท ต้องลงทุนมากในตอนแรก แต่ค่าไฟที่ประหยัดไปได้ก็จะคืนทุนในเวลา 1-2ปี ต่อให้หน้าร้อนขนาดไหนก็ไม่หวั่น ยิ่งร้อนมาก ระบบ cooling pad ยิ่งระบายความร้อนได้ดี เพราะน้ำระเหยได้เร็ว ลดความร้อนของอากาศที่จะเข้าแผงคอนเดนเซอร์ได้มาก
ลองไปศึกษาเพิ่มเติมที่
http://swiftletlover.blogspot.com/2008/09/cooling-pad-system.html
http://www.axontech.co.th/s0103/index.php?tpid=0020
http://www.e369engineering.com/ensaver-how-to-install.php
ค้นใน google ด้วยคำว่า cooling pad จะได้ข้อมูลอีกมาก
แอร์ที่ติดแผงนี้แล้วก็จะเหมือนกับที่แอร์ไซโจกำลังโหมโฆษณาอยู่ตอนนี้ว่าประหยัดไฟได้เยอะ เนื่องมาจากการใช้ cooling pad เข้ามาช่วยนี่เอง
Labels:
cooling pad,
ประหยัดไฟ,
แผงระบายความร้อน,
แอร์ประหยัดไฟ,
แอร์ไม่เย็น
Wednesday, February 3, 2010
อายุการใช้งานคอมพิวเตอร์ กี่ปีถึงจะดี
เรื่องอายุการใช้งานคอมพิวเตอร์ในทางธุรกิจเป็นที่ถกเถียงกันมานานว่าจะใช้ได้กี่ปีก่อนจะเปลี่ยน เมื่อก่อนนี้บริษัทส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 3ปีตามเวลาที่ฝ่ายบัญชีใช้ตัดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์จนเหลือมูลค่าเป็น 1 บาท เมื่อครบ 3ปีก็เปลี่ยนเครื่องใหม่ให้ผู้ใช้ ข้ออ้างที่ฝ่าย IT ได้รับจากผู้ใช้ที่ขอเปลี่ยนเครื่องเป็นประจำคือเครื่องมันเก่า ทำงานช้า เลยขอเปลี่ยนเครื่อง พอฝ่าย IT เข้าไปตรวจสอบดูก็พบว่าสาเหตุที่เครื่องช้าเป็นดังนี้
1.ผู้ใช้ไปเล่น internet บ่อย เข้าไปสารพัดเว็บ คลิ๊ก link ไปเรื่อยๆ แถมไปคลิ๊ก accept บ่อยๆโดยไม่ทันดูว่าไปรับอะไรเข้ามา ผลก็คือมีสารพัดโปรแกรมที่ไม่จำเป็นรวมทั้ง worm, spyware, trojan จาก internet ถูกติดตั้งลงมาในเครื่องเพียบ เวลาเปิดเครื่องทีจะต้องรอนานมากกว่าจะโหลดโปรแกรมขึ้นมาจนครบ
2.ผู้ใช้ชอบลองโปรแกรมใหม่ ก็ไปโหลดสารพัดโปรแกรมมาลองมีทั้ง skype, messenger, สารพัด internet toolbar, google update, โปรแกรมของ Black Berry,โปรแกรมของกล้องดิจิตอล, โปรแกรมของสแกนเนอร์ที่ซื้อมา, โปรแกรมไดรเวอร์ของสารพัดเครื่องพิมพ์ มีเป็นสิบๆโปรแกรม ผลก็คือเปิดเครื่องมาทีกว่าจะโหลดโปรแกรมพวกนี้หมดนี่นานมากๆ รอไปเกือบ 10 นาที windows ก็ยังบูทไม่เสร็จเลย
3 Windows ไม่ได้ลงใหม่มาเป็นปีๆแล้ว มีขยะเพียบ กรณีนี้แค่ลง windows ใหม่เครื่องก็ทำงานเร็วเหมือนใหม่เลย ปกติเครื่องที่ใช้ windows ไปนานๆจะค่อยๆช้าลงเรื่อยๆ จนในที่สุดต้องลง windows ใหม่ก็จะหาย
วิธีแก้ทั้ง 2 กรณีแรกก็ึืคือไล่ลบโปรแกรมที่ไม่จำเป็น กำจัดไวรัส worm spyware ออกไปให้หมด บางครั้งมันเละมาก ลง windows ใหม่จะง่ายกว่าเยอะ หลังจากทำเสร็จแล้วพบว่าเครื่องกลับมาทำงานเร็วจนเป็นที่พอใจของผู้ใช้โดยไม่ต้องซื้อใหม่ ก็ช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องออกไปได้เป็น 4-5ปีได้สบายๆ
โปรแกรมส่วนใหญ่ที่พนักงานใช้กันก็มี Word, Excel, POwerpoint, Email(Outlook/Lotus Notes) ส่วน OS หลักๆที่ใช้กันก็ Windows XP ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ทำงานกับเครื่องอายุ 4-5ปีได้สบาย ขอแต่ให้มี memory สัก 1-2 กิกะไบตท์ windows XP ก็ทำงานได้อย่างราบลื่นแล้ว ไม่ต้องรีบ upgrade ไปหา Windows Vista(ที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก ไมโครซอฟต์ก็ออกมายอมรับเอง)หรือเปลี่ยนไปใช้ Windows 7 ให้เปลืองเิงิน เพราะในแง่ของธุรกิจแล้ว Windows XP ก็มีความสามารถที่พอตัว แน่นอนว่า Windows 7 มีลูกเล่นที่เหนือกว่ามาก แต่มันคุ้มค่าที่จะต้องโละเครื่องเก่ามากออกไป และลงทุนซื้อเครื่องใหม่มาหรือมไ่ม่ อันนี้ฝ่าย IT ต้องไปคิดให้ดีๆและหาข้อมูลมาให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจ4
บางคนมาอ้างบอก SAP ทำงานได้ช้าเพราะเครื่องมันเก่าแล้ว ก็ต้องอธิบายว่า SAP มันไม่ได้ประมวลผลที่เครื่องของผู้ใช้ มันประมวลผลที่ server ซึ่งอยู่ที่แผนก IT ส่วนเครื่องของผู้ใช้ทำหน้าที่แค่รับส่งข้อมูลปริมาณที่น้อยนิดจนเครื่องเก่า 4-5ปีก็ทำงานได้สบายๆ เพราะฉนั้นถ้า SAP มันช้าก็อาจเป็นเพราะ server กลางทำงานหนัก หรือระบบสื่อสารของออฟฟิศมีข้อมูลวิ่งอยู่จำนวนมาก ก็ต้องรอกันไป เปลี่ยนเครื่องใหม่ก็ไม่ทำให้ SAP เร็วขึ้น
ถ้าถามว่าประโยชน์จากการเพิ่มอายุใช้งานจาก 3 เป็น 4 ปีมีแค่ไหน คิดคร่าวๆคือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 ชุดพร้อมจอ ราคาประมาณ 39000 บาท ถ้าใช้ 3ปีก็ค่าเสื่อมราคาปีละ 13000 บาท พอขยายการใช้งานเป็น 4ปีบริษัทจะไม่มีค่าเสื่อมราคาในปีที่ 4 เพราะตัดค่าเสื่อมหมดไปตั้งแต่ 3ปีแรกแล้ว เท่ากับประหยัดเงินไป 13000บาทในปีที่ 4 ถ้าบริษัทใหญ่ซึ่งมีคอมพิวเตอร์ 200-300 เครื่องแล้วลองคิดดูว่าประหยัดเงินไปปีละ 2.6 - 3.9 ล้านในแต่ละปีจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปเท่าไร ที่สำคัญคือยังช่วยลดจำนวนขยะอิเลคโทรนิคที่มีมากขึ้นทุกวันอีกด้วย
ในการเพิ่มอายุการใช้งานเป็น 4ปี ฝ่าย IT ก็ต้องทำงานมากขึ้นบ้าง เพราะต้องมีการลง windows ใหม่เพื่อให้เครื่องกลับมาทำงานได้เร็ว เครื่องบางส่วนอาจมีปัญหา hardware พังบ้างก็ต้องซ่อมไปตามอาการ แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก ถ้าเครื่องเสียมากซ่อมไม่คุ้มก็ต้องเปลี่ยนใหม่ไป สุดท้ายแล้วอายุการใช้งานคอมพิวเตอร์ยังไงก็อย่าให้เกิน 5ปีเลยครับ มันนานไป ให้มันพักได้แล้ว
นี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่แผนก IT สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดลดค่าใช้จ่ายในองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
1.ผู้ใช้ไปเล่น internet บ่อย เข้าไปสารพัดเว็บ คลิ๊ก link ไปเรื่อยๆ แถมไปคลิ๊ก accept บ่อยๆโดยไม่ทันดูว่าไปรับอะไรเข้ามา ผลก็คือมีสารพัดโปรแกรมที่ไม่จำเป็นรวมทั้ง worm, spyware, trojan จาก internet ถูกติดตั้งลงมาในเครื่องเพียบ เวลาเปิดเครื่องทีจะต้องรอนานมากกว่าจะโหลดโปรแกรมขึ้นมาจนครบ
2.ผู้ใช้ชอบลองโปรแกรมใหม่ ก็ไปโหลดสารพัดโปรแกรมมาลองมีทั้ง skype, messenger, สารพัด internet toolbar, google update, โปรแกรมของ Black Berry,โปรแกรมของกล้องดิจิตอล, โปรแกรมของสแกนเนอร์ที่ซื้อมา, โปรแกรมไดรเวอร์ของสารพัดเครื่องพิมพ์ มีเป็นสิบๆโปรแกรม ผลก็คือเปิดเครื่องมาทีกว่าจะโหลดโปรแกรมพวกนี้หมดนี่นานมากๆ รอไปเกือบ 10 นาที windows ก็ยังบูทไม่เสร็จเลย
3 Windows ไม่ได้ลงใหม่มาเป็นปีๆแล้ว มีขยะเพียบ กรณีนี้แค่ลง windows ใหม่เครื่องก็ทำงานเร็วเหมือนใหม่เลย ปกติเครื่องที่ใช้ windows ไปนานๆจะค่อยๆช้าลงเรื่อยๆ จนในที่สุดต้องลง windows ใหม่ก็จะหาย
วิธีแก้ทั้ง 2 กรณีแรกก็ึืคือไล่ลบโปรแกรมที่ไม่จำเป็น กำจัดไวรัส worm spyware ออกไปให้หมด บางครั้งมันเละมาก ลง windows ใหม่จะง่ายกว่าเยอะ หลังจากทำเสร็จแล้วพบว่าเครื่องกลับมาทำงานเร็วจนเป็นที่พอใจของผู้ใช้โดยไม่ต้องซื้อใหม่ ก็ช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องออกไปได้เป็น 4-5ปีได้สบายๆ
โปรแกรมส่วนใหญ่ที่พนักงานใช้กันก็มี Word, Excel, POwerpoint, Email(Outlook/Lotus Notes) ส่วน OS หลักๆที่ใช้กันก็ Windows XP ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ทำงานกับเครื่องอายุ 4-5ปีได้สบาย ขอแต่ให้มี memory สัก 1-2 กิกะไบตท์ windows XP ก็ทำงานได้อย่างราบลื่นแล้ว ไม่ต้องรีบ upgrade ไปหา Windows Vista(ที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก ไมโครซอฟต์ก็ออกมายอมรับเอง)หรือเปลี่ยนไปใช้ Windows 7 ให้เปลืองเิงิน เพราะในแง่ของธุรกิจแล้ว Windows XP ก็มีความสามารถที่พอตัว แน่นอนว่า Windows 7 มีลูกเล่นที่เหนือกว่ามาก แต่มันคุ้มค่าที่จะต้องโละเครื่องเก่ามากออกไป และลงทุนซื้อเครื่องใหม่มาหรือมไ่ม่ อันนี้ฝ่าย IT ต้องไปคิดให้ดีๆและหาข้อมูลมาให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจ4
บางคนมาอ้างบอก SAP ทำงานได้ช้าเพราะเครื่องมันเก่าแล้ว ก็ต้องอธิบายว่า SAP มันไม่ได้ประมวลผลที่เครื่องของผู้ใช้ มันประมวลผลที่ server ซึ่งอยู่ที่แผนก IT ส่วนเครื่องของผู้ใช้ทำหน้าที่แค่รับส่งข้อมูลปริมาณที่น้อยนิดจนเครื่องเก่า 4-5ปีก็ทำงานได้สบายๆ เพราะฉนั้นถ้า SAP มันช้าก็อาจเป็นเพราะ server กลางทำงานหนัก หรือระบบสื่อสารของออฟฟิศมีข้อมูลวิ่งอยู่จำนวนมาก ก็ต้องรอกันไป เปลี่ยนเครื่องใหม่ก็ไม่ทำให้ SAP เร็วขึ้น
ถ้าถามว่าประโยชน์จากการเพิ่มอายุใช้งานจาก 3 เป็น 4 ปีมีแค่ไหน คิดคร่าวๆคือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 ชุดพร้อมจอ ราคาประมาณ 39000 บาท ถ้าใช้ 3ปีก็ค่าเสื่อมราคาปีละ 13000 บาท พอขยายการใช้งานเป็น 4ปีบริษัทจะไม่มีค่าเสื่อมราคาในปีที่ 4 เพราะตัดค่าเสื่อมหมดไปตั้งแต่ 3ปีแรกแล้ว เท่ากับประหยัดเงินไป 13000บาทในปีที่ 4 ถ้าบริษัทใหญ่ซึ่งมีคอมพิวเตอร์ 200-300 เครื่องแล้วลองคิดดูว่าประหยัดเงินไปปีละ 2.6 - 3.9 ล้านในแต่ละปีจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปเท่าไร ที่สำคัญคือยังช่วยลดจำนวนขยะอิเลคโทรนิคที่มีมากขึ้นทุกวันอีกด้วย
ในการเพิ่มอายุการใช้งานเป็น 4ปี ฝ่าย IT ก็ต้องทำงานมากขึ้นบ้าง เพราะต้องมีการลง windows ใหม่เพื่อให้เครื่องกลับมาทำงานได้เร็ว เครื่องบางส่วนอาจมีปัญหา hardware พังบ้างก็ต้องซ่อมไปตามอาการ แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก ถ้าเครื่องเสียมากซ่อมไม่คุ้มก็ต้องเปลี่ยนใหม่ไป สุดท้ายแล้วอายุการใช้งานคอมพิวเตอร์ยังไงก็อย่าให้เกิน 5ปีเลยครับ มันนานไป ให้มันพักได้แล้ว
นี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่แผนก IT สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดลดค่าใช้จ่ายในองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
Labels:
SAP,
คอมพิวเตอร์,
ค่าใช้จ่าย,
ประหยัด,
เปลี่ยนเครื่อง,
อายุ
Tuesday, January 19, 2010
Operation Aurora ปฎิบัติการเจาะ Google จากจีน
ตอนนี้ข่าวใหญ่ในวงการ IT และระบบรักษาความปลอดภัย คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ Google โดนแฮคเกอร์จากจีนเจาะ แต่ยังดีที่เจาะได้ไม่เยอะนัก
ถ้าถามว่ารุุนแรงแค่ไหนล่ะก็ ตอนนี้ 19 มค ทางรัฐบาลเยอรมันและรัฐบาลฝรั่งเศสได้ออกประกาศเตือนประชาชนเรื่องปัญหาความปลอดภัยของ Internet Explorer และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ IE ให้หันไปใช้ Firefox, Chrome แทน คิดดูแล้วกันว่าขนาด Google ยังโดนเจาะได้เพราะจุดอ่อนใน IE แล้วบริษัทใหญ่ๆในอเมริกาอีกกว่า 30 บริษัทก็โดนด้วย แล้วผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ค่อยมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์ คลิ๊กไปที่เว็บไซต์แปลกๆบ่อยๆ หรือได้รับเมลล์จากคนอื่นแล้วคลิ๊กลิงค์ในเมลล์ก็จะติดโทรจันโดยง่าย จากนั้นข้อมูลทุกอย่างของคุณ หรือถ้าคุณใช้ internet banking ด้วยล่ะก็ คุณกำลังเดือดร้อนอย่างมากๆเลย
อ่านเพิ่มเติมที่
http://news.cnet.com/8301-27080_3-10436618-245.html
http://thenextweb.com/europe/2010/01/15/germany-giving-internet-explorer-boot-due-security-flaws/
ถ้าถามว่ารุุนแรงแค่ไหนล่ะก็ ตอนนี้ 19 มค ทางรัฐบาลเยอรมันและรัฐบาลฝรั่งเศสได้ออกประกาศเตือนประชาชนเรื่องปัญหาความปลอดภัยของ Internet Explorer และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ IE ให้หันไปใช้ Firefox, Chrome แทน คิดดูแล้วกันว่าขนาด Google ยังโดนเจาะได้เพราะจุดอ่อนใน IE แล้วบริษัทใหญ่ๆในอเมริกาอีกกว่า 30 บริษัทก็โดนด้วย แล้วผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ค่อยมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์ คลิ๊กไปที่เว็บไซต์แปลกๆบ่อยๆ หรือได้รับเมลล์จากคนอื่นแล้วคลิ๊กลิงค์ในเมลล์ก็จะติดโทรจันโดยง่าย จากนั้นข้อมูลทุกอย่างของคุณ หรือถ้าคุณใช้ internet banking ด้วยล่ะก็ คุณกำลังเดือดร้อนอย่างมากๆเลย
อ่านเพิ่มเติมที่
http://news.cnet.com/8301-27080_3-10436618-245.html
http://thenextweb.com/europe/2010/01/15/germany-giving-internet-explorer-boot-due-security-flaws/
Labels:
Firefox,
google attack,
internet banking,
operation aurora,
แฮคเกอร์
Sunday, January 17, 2010
IT security กับ สารพัดปัญหาจาก IE
ช่วงนี้ 14 มค มีข่าวสดๆร้อนๆเรื่อง Google ออกมาแฉว่าโดนกลุ่มแฮคเกอร์จากเมืองจีนพยายามเจาะเข้า Gmail account ของเหล่าบรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพของจีน แต่เจาะไม่สำเร็จ ไม่สามารถอ่านเนื้อหาข้างในเมลล์ได้ คงได้ไปแต่ profile ของแต่ละ account เท่านั้นเช่น login ครั้งสุดท้ายเมื่อไร ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลสำคัญอะไร ก็หวังว่าเจ้าของ gmail เหล่านั้นคงไม่ใส่ชื่อที่อยู่จริงเข้าไป ไม่งั้นข้อมูลหลุดไปอยู่ในมือแฮคเกอร์ของจีนล่ะก็ มีเดือดร้อนมากๆแน่ งานนี้ Google ไม่พอใจอย่างมาก และออกมาประกาศสงครามกับรัฐบาลจีนเลยว่ากูเกิลจะไม่ยอมเซนเซอร์ตัวเองตามกฏหมายของจีนอีกต่อไป แถมประกาศกร้าวว่าพร้อมจะทบทวนแผนการดำเนินธุรกิจในจีน หรือหมายความว่าพร้อมจะถอนตัวออกจากจีนถ้าจำเป็น เท่านั้นยังไม่พอ กูเกิลยังยกเลิกการเซนเซอร์เนื้อหาใน Google.cn ทำให้คนจีนสามารถค้นหาเรื่องเกี่ยวกับ เทียนอันเหมิน และอีกสารพัดเรื่องที่รัฐบาลจีนเคยปิดกั้นไว้ งานนี้กูเกิลกะถอนตัวออกจากจีนแน่ๆ เพราะถึงไม่ถอนทางจีนก็คงจะไล่ออกไปอยู่ดี ต้องชมกูเกิลว่าตัดสินใจเด็ดเดี่ยวและยึดมั่นในหลักการของเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารดีมาก ที่ดูไม่สวยหน่อยคือทาง HP กับไมโครซอฟต์รีบออกมาประกาศว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกูเกิล และจะทำตามกฏหมายจีนต่อไำป
กูเกิลยังเปืดเผยข้อมูลที่น่าสนใจคือกลุ่มแฮคเกอร์จากจีนนั้นไม่ได้เจาะเฉพาะที่กูเกิลแห่งเดียว แต่ยังไล่เจาะเครือข่ายของบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ๆอีกหลายรายของอเมริกาด้วย กูเกิลจะแจ้งให้บริษัทเหล่านั้นรู้ตัวเพื่อเตรียมการป้องกันอีกต่อไป บริษัทหลายๆแห่งที่มีสำนักงานอยู่ในจีนต้องนี้ต้องมาไล่เช็ค firewall และป้องกันการบุกรุกกันอย่างวุ่นวาย
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์กรใหญ่ๆเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่ใดใช้ IE เยอะให้ระวังให้มาก เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า IE มีจุดโหว่เยอะและเป็นเป้าหมายสำคัญของแฮคเกอร์ที่ใช้เจาะเข้ามาในองค์กรต่างๆ ล่าสุดก็มีข่าวเป็นทางการออกมาอีกว่า bug ล่าสุดของ IE ทำให้แฮคเกอร์เจาะเข้ามาสั่งให้ IE เข้าไปยังเว็บไซต์ที่ต้ิองการ ซึ่งมีเวิร์มหรือโค้ดอันตรายรออยู่ ถ้าใครเข้าไปที่เว็บนั้น IE จะโหลดโค้ดอันตรายเหล่านั้นมาทำงานและก็เป็นอันว่าเครื่องของคุณก็โดนแฮคเกอร์แอบควบคุมอย่างลับๆำไปแล้ว
ที่องค์กรที่ผมทำงานอยู่ก็มีปัญหากับ IE เป็นประจำ เพราะด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่อ่อนแอของ IE กับช่องโหว่ที่มีเยอะ ทำให้บรรดาผู้ใช้ที่ ใช้ IE เข้าไปเที่ยวเล่นตามเว็บต่างๆโดน ไวรัส เวิร์ม โทรจัน ติดมาแบบอีรุงตุงนัง ทำให้ IE ทำงานเพี้ยนๆ สารพัดโปรแกรมโดยเฉพาะ MS Office ติงต็องไปเลยก็มี พวกผู้ใช้ก็โทษว่าเครื่องไม่ดีอีก ทาง IT ก็ต้องฆ่าสารพัดไวรัสเหล่านั้น บางทีต้องลงวินโดวส์ใหม่เลยก็มี เสียเวลาไปเยอะ คนที่โดนแล้วก็โดนอีกบ่อยๆ ตอนหลังก็เลยต้องลง firefox + no script ให้บรรดาผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงโดนไวรัสสูงใช้แทน IE ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะกลับมาหา IT น้อยลง MS office ก็ไม่ค่อยติงต็องบ่อยๆ สรุปแล้วคือเปลี่ยนมาใช้ firefox กันเถอะ ในองค์กรของผมเองก็ทะยอยลง firefox ไปเรื่อยๆเพื่อแก้ปัญหาระับบความปลอดภัยของ IE ก็ได้ผลดี งานของแผนก IE ลดลงไปเยอะ
คุณล่ะ ลองใช้ firefox แล้วหรือยัง ของเขาดีจริงๆ อย่าลืมไปโหลด add on มาเพิ่มความสามารถด้วยล่ะ
กูเกิลยังเปืดเผยข้อมูลที่น่าสนใจคือกลุ่มแฮคเกอร์จากจีนนั้นไม่ได้เจาะเฉพาะที่กูเกิลแห่งเดียว แต่ยังไล่เจาะเครือข่ายของบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ๆอีกหลายรายของอเมริกาด้วย กูเกิลจะแจ้งให้บริษัทเหล่านั้นรู้ตัวเพื่อเตรียมการป้องกันอีกต่อไป บริษัทหลายๆแห่งที่มีสำนักงานอยู่ในจีนต้องนี้ต้องมาไล่เช็ค firewall และป้องกันการบุกรุกกันอย่างวุ่นวาย
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์กรใหญ่ๆเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่ใดใช้ IE เยอะให้ระวังให้มาก เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า IE มีจุดโหว่เยอะและเป็นเป้าหมายสำคัญของแฮคเกอร์ที่ใช้เจาะเข้ามาในองค์กรต่างๆ ล่าสุดก็มีข่าวเป็นทางการออกมาอีกว่า bug ล่าสุดของ IE ทำให้แฮคเกอร์เจาะเข้ามาสั่งให้ IE เข้าไปยังเว็บไซต์ที่ต้ิองการ ซึ่งมีเวิร์มหรือโค้ดอันตรายรออยู่ ถ้าใครเข้าไปที่เว็บนั้น IE จะโหลดโค้ดอันตรายเหล่านั้นมาทำงานและก็เป็นอันว่าเครื่องของคุณก็โดนแฮคเกอร์แอบควบคุมอย่างลับๆำไปแล้ว
ที่องค์กรที่ผมทำงานอยู่ก็มีปัญหากับ IE เป็นประจำ เพราะด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่อ่อนแอของ IE กับช่องโหว่ที่มีเยอะ ทำให้บรรดาผู้ใช้ที่ ใช้ IE เข้าไปเที่ยวเล่นตามเว็บต่างๆโดน ไวรัส เวิร์ม โทรจัน ติดมาแบบอีรุงตุงนัง ทำให้ IE ทำงานเพี้ยนๆ สารพัดโปรแกรมโดยเฉพาะ MS Office ติงต็องไปเลยก็มี พวกผู้ใช้ก็โทษว่าเครื่องไม่ดีอีก ทาง IT ก็ต้องฆ่าสารพัดไวรัสเหล่านั้น บางทีต้องลงวินโดวส์ใหม่เลยก็มี เสียเวลาไปเยอะ คนที่โดนแล้วก็โดนอีกบ่อยๆ ตอนหลังก็เลยต้องลง firefox + no script ให้บรรดาผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงโดนไวรัสสูงใช้แทน IE ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะกลับมาหา IT น้อยลง MS office ก็ไม่ค่อยติงต็องบ่อยๆ สรุปแล้วคือเปลี่ยนมาใช้ firefox กันเถอะ ในองค์กรของผมเองก็ทะยอยลง firefox ไปเรื่อยๆเพื่อแก้ปัญหาระับบความปลอดภัยของ IE ก็ได้ผลดี งานของแผนก IE ลดลงไปเยอะ
คุณล่ะ ลองใช้ firefox แล้วหรือยัง ของเขาดีจริงๆ อย่าลืมไปโหลด add on มาเพิ่มความสามารถด้วยล่ะ
Labels:
bug,
Firefox,
Google,
IE,
IT security,
กูเกิล,
ความปลอดภัย,
แฮคเกอร์
Monday, January 4, 2010
พักผ่อนปีใหม่
วันหยุดยาวปีใหม่ หนีไปรับความหนาวที่เชียงใหม่ ไปดูรูปสวยๆได้ที่นี่เลย
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E8718168/E8718168.html
ถ้าคุณยังไม่ได้ใช้วันพักร้อนล่ะก็ ไปเที่ยวซะบ้างนะ work/life balance เป็นสิ่งสำคัญที่ลูกจ้างมืออาชีพทุกคนต้องจัดการให้พอดี ทำงาน พักผ่อน อย่าเครียด
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E8718168/E8718168.html
ถ้าคุณยังไม่ได้ใช้วันพักร้อนล่ะก็ ไปเที่ยวซะบ้างนะ work/life balance เป็นสิ่งสำคัญที่ลูกจ้างมืออาชีพทุกคนต้องจัดการให้พอดี ทำงาน พักผ่อน อย่าเครียด
Subscribe to:
Posts (Atom)